การแบ่งบทและข้อในพระคัมภีร์ — กับดักของการอ่าน
ตัวเลขบทและข้อไม่ได้มาจากผู้เขียน แต่เพิ่มเข้ามาทีหลัง — และมันบดบังเรื่องเล่าที่ไหลต่อเนื่อง
ถ้าเปิดพระคัมภีร์ฉบับไหนก็ตามในวันนี้ ไม่ว่าภาษาใด เราจะเห็นตัวเลขกำกับทุกอย่าง — เลขบทใหญ่ ๆ ตัวหนา เลขข้อเล็ก ๆ ตัวยก ทำให้หาข้อที่อ้างได้ง่ายมาก บอก “ยอห์น 3:16” ก็เปิดเจอในไม่กี่วินาที
แต่ลองนึกภาพว่าถ้าเอาตัวเลขเหล่านี้ออก พระคัมภีร์จะกลายเป็นอะไร — คำตอบคือ หนังสือปกติ ที่มีย่อหน้า มีบทพูด มีเรื่องเล่าไหลต่อเนื่อง เหมือนที่เราอ่านหนังสืออื่น ๆ ทั่วไป
และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เป็นแบบนั้น ผู้เขียนทำตามน้ำพระทัยของพระองค์โดยเขียนเป็นเรื่องเล่าและจดหมายที่ไหลต่อเนื่อง ไม่ได้แบ่งเป็นเลขบทเลขข้อแต่แรก
ผู้เขียนไม่ได้แบ่ง
โมเสสไม่ได้เขียนปฐมกาลเป็นบทที่ 1, 2, 3 ดาวิดไม่ได้แต่งสดุดีแล้วใส่ว่าข้อ 1, 2, 3 ลูกาไม่ได้เขียนกิจการแล้วบอกว่า “จบบทที่ 18 ขึ้นบทที่ 19” — ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องที่ไม่มีเลขคั่น
การแบ่งบทและข้อเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังเพิ่มเติมเข้ามา — หลังผู้เขียนเขียนจบไปแล้วเกือบ 1,200 ปี
- การแบ่งบท — สตีเฟน แลงตัน (Stephen Langton) อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี แบ่งพระคัมภีร์เป็นบทราวปี ค.ศ. 1227 (พ.ศ. 1770) เพื่อให้หาอ้างอิงได้ง่ายขึ้น
- การแบ่งข้อ — โรเบิร์ต เอสเตียน (Robert Estienne) ช่างพิมพ์ชาวฝรั่งเศส เริ่มแบ่งเป็นข้อในภาคพันธสัญญาใหม่ปี ค.ศ. 1551 (พ.ศ. 2094) แล้วแบ่งครบทั้งเล่มในปี ค.ศ. 1555 (พ.ศ. 2098)
ตั้งแต่นั้นมา การแบ่งนี้ก็ติดอยู่ในพระคัมภีร์ทุกฉบับในทุกภาษาจนถึงวันนี้ — และตัวเลขเหล่านี้เองก็ไม่ใช่ถ้อยคำที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า เป็นเพียงเครื่องมือช่วยจำที่คนยุคกลางใส่เข้ามา ต่างจากเนื้อหาของพระคัมภีร์เองที่มาจากการทรงดลใจ
กับดักที่ต้องระวัง
การแบ่งบทแบ่งข้อสร้างกับดักทางความเข้าใจหลายอย่าง:
1. เรื่องเดียวถูกตัดเป็นสองบท
เวลาเราเห็น “กิจการ 18” กับ “กิจการ 19” เรารู้สึกว่ามันคนละเรื่อง ทั้งที่ลูกาเขียนเป็นเรื่องเดียวต่อเนื่อง ตัวอย่างเด่นคือเรื่อง อปอลโล: ท้ายบทที่ 18 ลูกาเล่าว่าอปอลโลสอนเรื่องพระเยซู “ถูกต้องแม่นยำ” อยู่แล้ว แต่ปริสสิลลากับอาควิลลายังต้อง “อธิบายเรื่องทางของพระเจ้าให้เขารู้มากขึ้น” — ทำไมคนที่สอนถูกต้องอยู่แล้วยังต้องได้รับการเสริม?
เขาได้รับการอบรมในทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า พูดและสอนเรื่องพระเยซูด้วยใจกระตือรือร้น และถูกต้องแม่นยำ แม้จะรู้จักเพียงบัพติศมาของยอห์นเท่านั้น
“ตอนที่มาเชื่อท่านได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่” พวกเขาตอบว่า “ไม่ได้รับ เราไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำว่ามีพระวิญญาณบริสุทธิ์”
คำเฉลยอยู่ในบทถัดไป — สิ่งที่ยังขาดคือเรื่อง พระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ้าอ่านบทที่ 18 จบแล้วปิดเล่ม คุณจะพลาดคำเฉลยที่ลูกาตั้งใจวางไว้ต่อกัน
2. ข้อเดี่ยวถูกหยิบไปใช้โดยไม่สนบริบท
ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ให้กำลังแก่ข้าพเจ้า
คนมักอ้างข้อนี้เป็นคำปลุกพลังก่อนสอบ ก่อนเล่นกีฬา ก่อนทำภารกิจยาก ๆ เหมือนเป็นคาถาบอกว่า “ฉันต้องทำสำเร็จได้” แต่พออ่านทั้งย่อหน้าที่เปาโลเขียน (ฟีลิปปี 4:10–13) ภาพจะเปลี่ยนไป:
…ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจไม่ว่าในสภาพใดก็ตาม ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร … ไม่ว่าจะอิ่มหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ให้กำลังแก่ข้าพเจ้า
เปาโลกำลังบอกว่าท่านเรียนรู้ที่จะ พอใจในทุกสภาพ — ทั้งยามอิ่มและยามหิว ทั้งยามมีและยามขาด “ทำทุกสิ่งได้” ในที่นี้จึงหมายถึงใช้ชีวิตได้ในทุกสภาพ ไม่ใช่ทำสำเร็จทุกสิ่งที่ตั้งใจ การตัดข้อออกจากย่อหน้าทำให้ความหมายเพี้ยนไปคนละทิศ
3. ย่อหน้าธรรมชาติหายไป
ผู้เขียนเดิมเขียนจบเมื่อจบใจความ ไม่ใช่จบที่เลขข้อ พวกเขาคิดเป็น “ย่อหน้า” (flow of thought) ไม่ใช่ “ข้อ” เมื่อเราเห็นเลขข้อ 1, 2, 3, 4, 5 ติดกัน เรามักอ่านเหมือนรายการจุด ๆ ที่ไม่เกี่ยวกัน ทั้งที่จริงมันเป็นประโยคที่ต่อเนื่อง
4. ความคิดแบบ “หาข้อเด็ด”
การแบ่งข้อทำให้เกิดวัฒนธรรม “ข้อพระคัมภีร์ของวันนี้” — หยิบข้อเดียวมาโพสต์ ดูสวย ฟังดูลึก แต่ตัดขาดจากเรื่องที่ข้อนั้นอยู่ในนั้น พระคัมภีร์ไม่ได้ถูกเขียนให้เป็นคอลเลกชันของคำคม — แต่ถูกเขียนเป็นเรื่องเล่าและจดหมายที่มีบริบท
หมายเหตุส่วนตัว
ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อบอกให้ทราบว่า “การแบ่งบทและข้อมีกับดักอะไรซ่อนอยู่” — โดยส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นการบดบังการทำความเข้าใจพระคัมภีร์อย่างที่ควรจะเป็น แม้จะช่วยให้การอ้างอิงง่ายขึ้นจริง แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว ผมเห็นว่าผลร้ายมีมากกว่าผลดี
ผมเพียงอยากชวนให้ลองชั่งน้ำหนักดูกันครับ