คนบริสุทธิ์ในโซ่ตรวน ที่อธิษฐานเผื่อคนทั้งศาล
พอเปาโลพูดจบ เฟสทัสหาว่าเขาบ้า อากริปปาปัดด้วยคำประชด แต่ชายที่ถูกล่ามโซ่กลับอธิษฐานขอให้ทุกคนในศาลได้สิ่งที่เขามี เว้นแต่โซ่เส้นนี้ — แล้วศาลก็ลงความเห็นว่าเขาไม่ผิด กระนั้นก็ปล่อยเขาไม่ได้
เปาโลเพิ่งพูดจบตรงที่หนักที่สุด — พระเมสสิยาห์ต้องทนทุกข์ เป็นขึ้นจากตายเป็นคนแรก แล้วนำแสงสว่างมาถึงคนต่างชาติ📖 คำพูดนั้นเองที่ทำให้เฟสทัสทนไม่ไหว ตะโกนขัดกลางศาลว่าเขาเสียสติ ส่วนอากริปปาก็ปัดด้วยคำประชดว่าจะกล่อมให้เป็นคริสเตียนง่าย ๆ อย่างนั้นเชียวหรือ แต่ชายที่ถูกล่ามโซ่กลับตอบอย่างสงบว่า เขาอธิษฐานขอให้ทุกคนในศาลได้สิ่งที่เขามี — เว้นแต่โซ่เส้นนี้ แล้วในที่สุดทุกคนก็ยอมรับว่าเขาไม่ผิด แต่กลับปล่อยเขาไม่ได้
เสียงขัดกลางศาล — “เจ้าเสียสติไปแล้ว”
พอเรื่องมาถึงคนตายเป็นขึ้น เฟสทัสก็ทนฟังต่อไม่ไหว ตะโกนขัดขึ้นมาว่า “เปาโล เจ้าเสียสติไปแล้ว! เรียนมากจนคลุ้มคลั่ง”📖 คำที่เฟสทัสใช้ว่าเสียสติ (mainē, μαίνῃ) กับความคลั่ง (mania, μανίαν) เป็นคำสายเดียวกับที่ภาษาอังกฤษยืมมาเป็น maniac — ไม่ใช่แค่ “คิดผิด” แต่หมายถึงหลุดโลกไปเลย เฟสทัสเป็นคนโรมัน ไม่ได้โตมากับความหวังเรื่องพระเมสสิยาห์หรือการเป็นขึ้นจากตาย พอได้ยินเรื่องคนตายฟื้น เขาจึงสรุปทางเดียวว่าคนพูดต้องอ่านหนังสือมากจนสมองเพี้ยน1
ตรงนี้แหละที่ผมอ่านแล้วสะเทือนใจกับความย้อนแย้งที่ลูกาวางไว้เงียบ ๆ ตอนที่เปาโล คลั่งจริง ๆ — ไล่ล่าคนบริสุทธิ์ด้วยความโกรธแค้นจนแทบเป็นบ้าไปถึงเมืองต่างแดน📖 คำที่เขาใช้บรรยายตัวเองในตอนนั้นก็รากเดียวกับคำว่า mania นี่เอง2 แต่ตอนนั้นโลกกลับให้เกียรติเขา มอบอำนาจเต็มมือ ยกให้เป็นดาวรุ่งของฝ่ายศาสนา พอวันนี้เขา หายบ้าแล้ว มายืนพูดความจริงอย่างมีสติ โลกกลับตราหน้าเขาว่า “บ้า” คนที่ไม่มีตาฝ่ายวิญญาณมองความจริงของพระเจ้าได้ทางเดียวเสมอ — ว่ามันคือเรื่องเพ้อเจ้อ
เปาโลไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ เขาให้เกียรติเฟสทัสด้วยคำสุภาพว่า “ท่านเฟสทัส” แล้วตอบเรียบ ๆ ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เสียสติ สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดเป็นความจริงและมีเหตุผล”📖 คำที่เปาโลเลือกมาวางคู่กับ “ความจริง” คือ sōphrosynē (σωφροσύνη) แปลว่าใจที่สงบมั่นและมีสติครบถ้วน — เป็นคำที่ตรงกันข้ามกับ “บ้า” พอดี3 เขากำลังบอกว่า สิ่งที่พูดอยู่ไม่ใช่คำเพ้อของคนสติแตก แต่เป็นความจริงที่ตรวจสอบได้และพูดออกมาด้วยหัวที่เย็น
“เรื่องนี้ไม่ได้ทำกันในมุมมืด”
แล้วเปาโลก็หันจากเฟสทัสไปหาคนที่ฟังเขารู้เรื่องกว่า — กษัตริย์อากริปปา เขาบอกว่ากษัตริย์ทรงคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ดี ตนจึงพูดได้อย่างเปิดเผย เพราะเรื่องนี้ไม่ได้แอบทำกันในมุมลับ📖 คำว่า en gōnia (ἐν γωνίᾳ) แปลตรงตัวว่า “ในมุม” เป็นสำนวนที่หมายถึงการทำอะไรลับ ๆ ในซอกหลืบ4 เปาโลชี้ว่าเรื่องพระเยซู — ทั้งการถูกตรึง การเป็นขึ้น และคริสตจักรที่โตขึ้นทั่วแผ่นดิน — ล้วนเป็นข่าวสาธารณะที่ผู้ปกครองย่อมได้ยินมาแล้ว ไม่ใช่ลัทธิใต้ดินที่ซุบซิบกันในที่มืด
จากนั้นเปาโลก็วางความจริงลงตรงหน้าอากริปปาด้วยคำถามตรง ๆ ว่า “ท่านเชื่อเหล่าผู้เผยพระวจนะหรือไม่ ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเชื่อ”📖 ผมอยากบอกตรงนี้ว่า เปาโลไม่ได้กำลังเล่นเกมต้อนใครให้จนมุม เขาทำหน้าที่ที่พระเยซูตั้งให้ตั้งแต่วันที่ถูกเรียกกลางทาง — เป็น “พยาน”📖 คือคนที่วางความจริงไว้ตรงหน้าแล้วปล่อยให้ความจริงนั้นทำงานเอง ที่เปาโลกล้าพูดว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเชื่อ” ก็เพราะอากริปปาเป็นยิวที่รู้คัมภีร์ลึก มีอำนาจดูแลพระวิหารและแต่งตั้งมหาปุโรหิตด้วยซ้ำ5 คนแบบนี้ย่อมรู้ว่าผู้เผยพระวจนะเขียนอะไรไว้ เปาโลจึงเพียงชี้ว่า ถ้ากษัตริย์เชื่อสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะบอก ก็ต้องเจอกับคำถามว่า สิ่งที่พวกท่านทำนายไว้นั้นสำเร็จในพระเยซูแล้วหรือยัง
คำเลี่ยงของกษัตริย์ กับคำอธิษฐานของนักโทษ
อากริปปาไม่ตอบคำถามตรง ๆ เขาปัดด้วยคำที่ฟังดูเป็นการประชดว่า “เจ้าคิดว่าในเวลาสั้น ๆ เท่านี้จะโน้มน้าวให้เราเป็นคริสเตียนได้หรือ”📖 วลี en oligō (ἐν ὀλίγῳ) เป็นจุดที่นักแปลถกกันมานาน แปลได้หลายทาง — จะเป็น “ในเวลาสั้น ๆ” ก็ได้ “ด้วยความพยายามนิดเดียว” ก็ได้ หรือธรรมเนียมเก่าอย่างที่หลายคนคุ้นหูก็แปลว่า “เกือบ”6 แต่น้ำเสียงที่เข้ากับฉากมากที่สุดคือแบบประชด — ราวกับอากริปปาจะบอกว่า “แค่พูดกันไม่กี่ประโยคจะให้เราเปลี่ยนศาสนาเลยหรือ” สิ่งหนึ่งที่ชัดคือ คำตอบเลี่ยง ๆ ของอากริปปา ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริง ที่เปาโลวางไว้เลย — เขาไม่เถียงว่าเรื่องพระเยซูไม่จริง เขาแค่ไม่ยอมเดินต่อไปถึงข้อสรุป ส่วนเหตุผลในใจของกษัตริย์นั้น ตัวบทไม่ได้เปิดให้เรารู้ เราจึงได้แต่ฟังคำพูดของเขา ไม่ใช่เดาใจเขา
คำตอบของเปาโลต่างหากที่ทำให้ทั้งฉากนิ่งไปทั้งห้อง เขารับคำ “เวลาสั้น ๆ” มาเล่นต่อว่า “ไม่ว่าเวลาสั้นหรือยาว ข้าพเจ้าก็อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ไม่เพียงท่านเท่านั้น แต่ทุกคนที่ฟังในวันนี้อาจกลายเป็นอย่างข้าพเจ้า เว้นแต่ไม่ถูกล่ามโซ่อย่างนี้”📖 คำว่า “อธิษฐาน” ที่เปาโลใช้ (euxaimēn, εὐξαίμην) เป็นรูปที่พบยากมากในพระคัมภีร์ใหม่ เป็นคำปรารถนาที่นุ่มนวลและสุภาพที่สุด7 ไม่มีน้ำเสียงข่มขู่หรือประชดกลับเลยแม้แต่นิดเดียว
ลองเห็นภาพดูสิครับ ชายที่ยืนอยู่ในโซ่ตรวน ถูกดองคดีมาสองปีทั้งที่ไม่มีความผิด📖 กำลังอธิษฐานขอให้ ทุกคน ในห้องนั้นได้สิ่งที่เขามี ทั้งพวกที่ตามลงมาจากเยรูซาเล็มเพื่อจ้องเอาชีวิตเขา ทั้งเฟสทัสที่เพิ่งด่าว่าเขาบ้า ทั้งอากริปปาที่รู้ว่าเขาไม่ผิดแต่ไม่ยอมช่วย เปาโลไม่ได้ขอให้พวกเขาซวย เขาขอให้พวกเขาได้รับสิ่งเดียวกับที่เปลี่ยนชีวิตตัวเอง — ยกเว้นอย่างเดียวคือโซ่เส้นนี้ คนที่ดูเหมือนเป็นเชลยของทุกคนในห้อง กลับเป็นคนเดียวที่มีอิสระมากพอจะอวยพรคนที่กำลังกดเขาไว้
คำตัดสินที่ช่วยอะไรไม่ได้
พอเปาโลพูดจบ กษัตริย์ก็ลุกขึ้น ผู้ว่าราชการ เบอร์นิส และทุกคนที่นั่งอยู่ก็ลุกตาม📖 พวกเขาถอยออกไปปรึกษากันเป็นการส่วนตัว แล้วเห็นพ้องกันว่า “คนนี้ไม่ได้ทำอะไรที่สมควรรับโทษประหารหรือจำคุก”📖 คำว่า axion (ἄξιον) ที่แปลว่า “สมควร/คู่ควร” ในประโยคนี้ มีรากเดียวกับคำที่เปาโลใช้ตอนต้นของคำแก้ต่าง เมื่อเขาเรียกร้องให้คนกลับใจแล้วแสดงออกด้วย “การกระทำที่สมควรกับการกลับใจ”📖 เปาโลเรียกร้องชีวิตที่คู่ควร ส่วนศาลกลับสรุปว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่คู่ควรกับโซ่ — แต่ก็ยังล่ามเขาไว้อยู่ดี8
อากริปปาพูดปิดท้ายกับเฟสทัสว่า “ถ้าชายคนนี้ไม่ได้ยื่นฎีกาถึงซีซาร์ ก็คงปล่อยเขาไปได้”📖 ประโยคนี้มันขมอยู่ในตัว คำว่า “ปล่อย” (apolyō, ἀπολύω) กลายเป็นคำที่ว่างเปล่า เพราะพูดออกมาก็ทำจริงไม่ได้แล้ว ตอนที่เปาโลอุทธรณ์ต่อซีซาร์📖 คดีก็ถูกยกขึ้นไปอยู่ในมือจักรพรรดิทันที ผู้ว่าฯ กับกษัตริย์หมดสิทธิ์ตัดสินตั้งแต่นาทีนั้น9 นี่คือความย้อนแย้งที่ทิ่มใจผมที่สุดของทั้งฉาก — คนบริสุทธิ์ที่ทุกปากในห้องยอมรับว่าไม่ผิด กลับต้องเดินทางต่อไปหาโรมในโซ่ตรวน เพราะระบบมันล็อกไปแล้ว ระบบของโลกช่วยคนบริสุทธิ์คนนี้ไม่ได้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้ทำผิด
คำพยานของเปาโลบีบให้ทุกคนในศาลต้องเลือกจุดยืนกับความจริงที่เขาวางไว้ เฟสทัสปัดทิ้งว่าเป็นเรื่องของคนสติแตก อากริปปาเลี่ยงด้วยคำประชด แต่ไม่มีใครในห้องนั้นปฏิเสธข้อเท็จจริงได้เลย เปาโลไม่ได้แก้ต่างเพื่อเอาตัวรอด เขาทำหน้าที่พยานที่ถูกตั้งให้ทำ ถึงขั้นอธิษฐานขอให้ทุกคนในศาลได้สิ่งที่เขามี เว้นแต่โซ่ สุดท้ายทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่สมควรตายหรือถูกจองจำ กระนั้นระบบก็ยังล่ามคนบริสุทธิ์ไว้ในโซ่ต่อไป เพราะคดีเข้าสู่การอุทธรณ์ต่อซีซาร์แล้ว คำถามที่ฉากนี้ทิ้งไว้จึงไม่ใช่ “เปาโลผิดหรือไม่” — เพราะเรื่องนั้นทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้ว — แต่คือ “จะเชื่อความจริงที่พระคำบอกไว้ หรือจะเลี่ยงมันไปเหมือนกัน”
สิ่งที่ผมประทับใจในวันนี้
สิ่งที่ค้างอยู่ในใจผมหลังอ่านตอนนี้จบ คือภาพของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในโซ่ตรวน แต่ใจกลับไม่ได้อยู่ที่โซ่ของตัวเองเลย เปาโลมีเหตุผลทุกอย่างที่จะร้องขอความเมตตา อ้อนวอนให้ปล่อยตัว หรืออย่างน้อยก็ขมขื่นกับคนที่ทำให้เขาต้องมายืนตรงนี้ แต่สิ่งที่ออกมาจากปากเขากลับเป็นคำอธิษฐานขอให้ ทุกคน ในศาลนั้นได้รับสิ่งเดียวกับที่เขามี — ทั้งคนที่ตามมาเพื่อเอาชีวิตเขา คนที่เพิ่งด่าว่าเขาบ้า และคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ผิดแต่ก็ไม่ยอมช่วย เขาไม่ได้ขอให้ใครพินาศ เขาขอให้พวกเขาได้ความรอด — เว้นแต่โซ่เส้นนี้เท่านั้น คนที่กำลังจะถูกส่งตัวไปเสี่ยงชีวิตที่โรม กลับห่วงความรอดของคนที่นั่งพิพากษาตัวเองอยู่
ยิ่งอ่านผมยิ่งรันทดใจกับภาพทั้งภาพ ในห้องนั้นมีคนที่มีอำนาจ มีบัลลังก์ มีอิสระจะไปไหนก็ได้ แต่คนที่ดูมีอิสระที่สุดข้างในกลับเป็นนักโทษที่ใส่โซ่ ทุกปากยอมรับว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ระบบของโลกก็ช่วยเขาไม่ได้ ต้องปล่อยให้คนบริสุทธิ์เดินต่อไปในโซ่ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ ผมว่าความรันทดตรงนี้ไม่ได้อยู่ที่เปาโลน่าสงสาร แต่อยู่ที่ว่า อิสรภาพจริง ๆ ไม่ได้มาจากการที่ไม่มีโซ่ล่ามมือ มันมาจากข้างในที่ไม่มีอะไรมาพันธนาการได้
และยิ่งคิดผมยิ่งทึ่ง เพราะความสงบของเปาโลไม่ใช่พลังฮึดชั่ววูบของคนที่เพิ่งเจอเรื่องร้ายมาแค่วันเดียว กว่าจะมายืนอยู่ในศาลวันนี้ เขาถูกดองคดีอยู่ในคุกมาสองปีเต็ม เจอแต่ความอยุติธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่ผู้พิพากษาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ผิด สองปีที่ยาวพอจะบ่มความขมขื่นให้เต็มใจใครก็ได้ แต่เปาโลกลับยังถือพระคริสต์ไว้จนถึงที่สุด แน่วแน่แต่ก็อ่อนสุภาพ ยังรักและอวยพรคนที่กดเขาไว้ได้ — และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากให้มีอยู่ในใจตัวเอง ผมก็อยากมีความเข้มแข็ง สันติสุข และเด็ดเดี่ยวได้อย่างเปาโล ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร
Footnotes
TCV แปล ta polla se grammata eis manian peritrepei (τὰ πολλά σε γράμματα εἰς μανίαν περιτρέπει) ว่า “เรียนมากจนคลุ้มคลั่ง” คำว่า grammata (γράμματα) แปลได้ทั้ง “ตัวหนังสือ” และ “การเล่าเรียน/ความรู้” เฟสทัสจึงกำลังบอกว่าการอ่านตำรามาก ๆ ทำให้เปาโลสมองเพี้ยน เขาเป็นผู้ว่าฯ โรมันที่ไม่ได้อยู่ในกรอบความเชื่อของยิว การเป็นขึ้นจากตายจึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ตั้งแต่ต้น — ดู BDAG หัวข้อ γράμμα↩︎
คำที่เปาโลใช้บรรยายตัวเองว่าไล่ล่าคริสเตียน “อย่างคลั่งแค้น” ในตอนต้นของคำแก้ต่าง (emmainomenos, ἐμμαινόμενος) มีรากเดียวกับคำ mania (μανία) ที่เฟสทัสย้อนมาใส่เขาตรงนี้พอดี น่าคิดว่าตอนเปาโลคลั่งแค้นจริง ๆ กลับได้รับอำนาจและการยอมรับ พอเขาพูดความจริงด้วยสติกลับถูกหาว่าบ้า — ดู BDAG หัวข้อ ἐμμαίνομαι, μαίνομαι↩︎
sōphrosynē (σωφροσύνη) หมายถึงความมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ใจที่สงบมั่นและควบคุมตัวเองได้ (soundness of mind) เปาโลจงใจวางคำนี้คู่กับ “ความจริง” (alētheia, ἀλήθεια) เพื่อให้เป็นคู่ตรงข้ามกับข้อกล่าวหาว่า “บ้า” พอดี — คำนี้พูดถึงสภาพจิตที่เป็นปกติและมีเหตุผล ไม่ได้เกี่ยวกับแนวคิดปรัชญากรีกสำนักใดเป็นการเฉพาะ — ดู BDAG หัวข้อ σωφροσύνη↩︎
en gōnia (ἐν γωνίᾳ) แปลตรงตัวว่า “ในมุม” เป็นสำนวนที่หมายถึงการกระทำที่ซ่อนเร้น ลับ ๆ ไม่เปิดเผย (BDAG หัวข้อ γωνία) เปาโลใช้สำนวนนี้ยืนยันว่าเรื่องราวของพระเยซูเป็นเหตุการณ์สาธารณะที่ผู้ปกครองย่อมได้ยินมาแล้ว ไม่ใช่ความลับของกลุ่มเล็ก ๆ — เทียบคำที่เขาใช้ก่อนหน้าว่า parrēsiazomenos (παρρησιαζόμενος) “พูดอย่างเปิดเผย กล้าหาญ” ตรงข้ามกับการซุบซิบในที่ลับ↩︎
กษัตริย์อากริปปาที่ 2 เป็นเชื้อสายราชวงศ์เฮโรด เติบโตในกรุงโรมแต่เป็นยิวที่รอบรู้ธรรมเนียมและข้อถกเถียงของยิวอย่างลึกซึ้ง โรมมอบอำนาจให้ท่านดูแลพระวิหารในเยรูซาเล็มและแต่งตั้งมหาปุโรหิต (อ้างอิงงานของโยเซฟุสและ Anchor Bible Dictionary หัวข้อ Agrippa II) เมื่อเปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเชื่อ” จึงตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ว่าอากริปปาเป็นคนที่รู้พระคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะดี ไม่ใช่การเดาใจ↩︎
en oligō (ἐν ὀλίγῳ) เป็นวลีที่นักวิชาการตีความได้หลายทาง — “ในเวลาสั้น ๆ” “ด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย” หรือ “เกือบ” อย่างที่ธรรมเนียมการแปลเก่าแก่เลือกใช้ (แปลทำนองว่า “เกือบจะเป็นคริสเตียน”) นักวิชาการหลายท่าน (เช่น Bruce, Barrett, Keener) เห็นว่าน้ำเสียงในบริบทเอนไปทางประชดมากกว่า จึงแปลทำนองว่า “แค่นี้จะให้เราเป็นคริสเตียนเลยหรือ” ที่นี่จึงเลือกเสนอแนวประชดเป็นหลัก แต่ไม่ฟันธงว่าทางใดถูกทางเดียว ส่วนคำ en megalō (ἐν μεγάλῳ) ที่เปาโลรับมาเล่นต่อในคำตอบ หมายถึง “เวลายาว/มาก” คู่กับ “สั้น” เท่านั้น ไม่ได้แปลว่า “ชั่วนิรันดร์”↩︎
euxaimēn an (εὐξαίμην ἄν) อยู่ในรูป optative ซึ่งพบได้ยากมากในพระคัมภีร์ใหม่ เป็นรูปที่ใช้แสดงความปรารถนาอย่างสุภาพและนุ่มนวล (optative of politeness) เปาโลจึงไม่ได้พูดข่มขู่หรือประชดกลับ แต่แสดงความปรารถนาดีอย่างให้เกียรติต่อทุกคนที่ฟังอยู่ในศาล↩︎
axion (ἄξιον) “สมควร/คู่ควร” มีรากเดียวกับ axia (ἄξια) ที่เปาโลใช้ก่อนหน้านี้ เมื่อเรียกร้องให้คนกลับใจแล้วแสดงออกด้วย “การกระทำที่สมควรกับการกลับใจใหม่”📖 ลูกาวางสองคำนี้ล้อกันเหมือนกรอบหัวท้าย — เปาโลเรียกร้องชีวิตที่ คู่ควร กับการกลับใจ ส่วนศาลลงความเห็นว่าเปาโลไม่ได้ทำสิ่งใดที่ คู่ควร กับความตายหรือโซ่ตรวน แต่ก็ยังจองจำเขาไว้อยู่ดี↩︎
สิทธิ์อุทธรณ์ต่อจักรพรรดิ (ภาษาละติน provocatio) ของพลเมืองโรมมีผลจริงในทางกฎหมาย เมื่อยื่นแล้ว คดีจะถูกยกขึ้นสู่ศาลของจักรพรรดิ ทำให้ผู้ว่าราชการในระดับแคว้นหมดอำนาจตัดสินคดีนั้น (อ้างอิง Anchor Bible Dictionary หัวข้อกฎหมายโรมันและการอุทธรณ์) ฉากที่กษัตริย์กับผู้ว่าฯ ถอยไปปรึกษากันจึงเป็นการหารือส่วนตัวตามธรรมเนียมการพิจารณาของโรม คำพูดของอากริปปาที่ว่า “ก็คงปล่อยเขาไปได้” จึงเป็นการยอมรับว่าเปาโลไม่มีความผิด มากกว่าจะเป็นคำสั่งที่ทำได้จริง — เพราะการอุทธรณ์ได้ล็อกให้คดีต้องไปถึงกรุงโรมแล้ว↩︎