สอนอย่างมีสิทธิอำนาจ — พระเยซูไม่ต้องอ้างใคร เพราะพระองค์คือเจ้าของความจริงนั้นเอง
เปิดพันธกิจด้วยสี่ฉากสั้น ๆ ต่อกัน — เรียกสาวก สอนในธรรมศาลา สั่งวิญญาณโสโครก แล้วข่าวก็แพร่ทั่วกาลิลี ทุกฉากชี้ไปที่สิ่งเดียวกัน คือสิทธิอำนาจที่ออกมาจากตัวพระองค์เอง
ตอนแรกผมอ่านช่วงนี้แบบผ่าน ๆ เห็นเป็นแค่เหตุการณ์เรียงต่อกัน คือเรียกลูกศิษย์ เข้าธรรมศาลา สอน ขับผี แต่พอกลับมาอ่านช้า ๆ ผมถึงรู้ว่ามาระโกไม่ได้เล่าสะเปะสะปะ ทุกฉากกำลังชี้ไปที่สิ่งเดียวกัน คือ สิทธิอำนาจของพระเยซู พอเห็นแล้วก็วางไม่ลง
ก่อนหน้านี้พระเยซูเพิ่งประกาศประโยคแรกของพระองค์ว่าอาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว📖 ตรงนั้นคือ “คำประกาศ” ว่าพระองค์เป็นใคร ช่วงที่ผมกำลังอ่านอยู่นี้คือมาระโกเริ่ม “โชว์ให้เห็น” ว่าคำประกาศนั้นมีน้ำหนักจริง — ผ่านสี่ฉากสั้น ๆ ที่ต่อกันเร็วเหมือนหนังตัวอย่าง เรียกสาวก เข้าไปสอน สั่งวิญญาณชั่ว แล้วข่าวก็แพร่ออกไป
“ทันที” — จังหวะที่มาระโกใช้เร่งทั้งเรื่อง
สิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้เวลาอ่านมาระโกคือเขาเล่าเร็วมาก ห้วน ตรง ไม่อ้อมค้อม และมีคำหนึ่งที่เขาชอบใช้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นจังหวะของทั้งเล่ม คือคำว่า euthys (εὐθύς) แปลว่า “ทันที” เฉพาะช่วงสั้น ๆ ที่ผมอ่านอยู่นี้ คำนี้โผล่มาหลายครั้ง1 — สาวกถูกเรียกก็ตาม “ทันที” พระองค์เข้าธรรมศาลาก็ “ทันที” ข่าวแพร่ออกไปก็ “ทันที”
พออ่านรวดเดียวผมถึงเห็นว่าคำเล็ก ๆ นี้ไม่ใช่แค่คำเชื่อม แต่มันสร้างความรู้สึกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นแบบเด็ดขาดและฉับพลัน ไม่มีการลังเล ไม่มีการต่อรอง เหมือนมาระโกอยากให้เรารู้สึกถึงแรงบางอย่างที่ทำให้คนและสิ่งต่าง ๆ ตอบสนองทันทีที่พระเยซูออกคำสั่ง
เรียกปุ๊บ ตามปั๊บ
ฉากแรกคือพระเยซูเดินริมทะเลสาบกาลิลีแล้วเห็นชาวประมงสองพี่น้อง คือซีโมนกับอันดรูว์ กำลังทอดแหอยู่📖 พระองค์บอกสั้น ๆ ว่า “จงตามเรามา”📖 แล้วทั้งคู่ก็ทิ้งแหตามไปทันที📖 ถัดไปอีกนิดพระองค์ก็เรียกยากอบกับยอห์นแบบเดียวกัน
ผมเคยติดใจตรงนี้ว่ามันแปลก ๆ อยู่ดี ๆ คนแปลกหน้าเดินมาเรียก แล้วยอมทิ้งทุกอย่างตามไปทันทีได้ยังไง จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจเคยรู้จักพระเยซูกันมาก่อน — ยอห์นเล่าไว้ในหนังสือของเขาว่าอันดรูว์เคยได้ยินยอห์นผู้ให้บัพติศมาชี้ให้เห็นพระเยซู แล้วไปตามพี่ชายมาพบพระองค์📖 แต่มาระโกเลือกที่จะไม่เล่าเบื้องหลังตรงนี้ เขาตัดให้เหลือแต่ภาพเดียว คือ เรียก แล้วตามทันที — เพื่อจะให้เราเห็นชัด ๆ ว่าคำเรียกของพระเยซูมีน้ำหนักขนาดที่ทำให้คนตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตได้ในพริบตา
คำว่า akoloutheō (ἀκολουθέω) ที่แปลว่า “ตาม” ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าแค่เดินตามหลังไปเฉย ๆ แต่หมายถึงการติดตามในฐานะศิษย์ — คือไปใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์ คอยดู คอยเรียน คอยเลียนแบบวิถีของท่าน
สิ่งที่พวกเขาทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก สองคนแรกทิ้งแหที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ส่วนอีกสองคนทิ้งพ่อไว้ในเรือกับลูกจ้าง📖 — คือทิ้งทั้งอาชีพและทิ้งทั้งพันธะครอบครัว ผมว่ามาระโกจงใจให้เราเห็นว่าการตอบรับพระองค์ต้องแลกด้วยอะไรบ้าง ไม่ใช่เพราะการตามพระองค์เป็นเรื่องง่าย แต่เพราะคนที่เรียกนั้นมีสิทธิอำนาจมากพอที่จะคุ้มกับการทิ้งทุกอย่าง
สอนอย่างมีสิทธิอำนาจ ไม่เหมือนพวกครู
จากนั้นพระองค์พาสาวกเข้าเมืองคาเปอรนาอุม เมืองริมทะเลสาบที่เป็นชุมทางผู้คน พอถึงวันสะบาโตพระองค์ก็เข้าไปในธรรมศาลาแล้วเริ่มสอน📖
ดูภาพประกอบ: เส้นทางพระเยซูจากซีซารียาฟีลิปปีถึงคาเปอรนาอุม
คนที่นั่งฟังอยู่ ทึ่ง กันหมด คำนี้ในภาษาเดิมคือ ekplēssō (ἐκπλήσσω) แปลตรง ๆ ว่า “ถูกกระแทกจนตะลึง” ไม่ใช่แค่ประทับใจเฉย ๆ แต่เหมือนโดนบางอย่างกระแทกเข้าจนตั้งตัวไม่ทัน คนทั้งที่ประชุมรู้สึกแบบนั้นพร้อมกัน
เหตุผลที่คนทึ่ง มาระโกบอกเองว่าเพราะพระองค์สอนอย่างผู้มีสิทธิอำนาจ ต่างจากพวกครูสอนกฎบัญญัติ📖 คำว่าสิทธิอำนาจตรงนี้คือ exousia (ἐξουσία) ซึ่งหมายถึงอำนาจที่ออกมาจากตัวเอง โดยไม่ต้องยืมบารมีใครมาอ้าง
ผมลองนึกภาพความต่างเป็นสามระดับ แล้วมันชัดขึ้นเยอะ ระดับแรกคือพวกครูสอนกฎบัญญัติ เวลาสอนต้องเปิดตำราอ้างว่า “อาจารย์ของอาจารย์เคยบอกว่า…” เหมือนทนายเปิดมาตรากฎหมาย ข้อมูลแน่นแต่เป็นของคนอื่นทั้งนั้น ระดับที่สองคือคนที่สอนจากประสบการณ์ตัวเอง “ผมเคยผ่านเรื่องนี้มา…” แบบนี้สัมผัสใจได้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นแค่มุมมองของมนุษย์คนหนึ่ง ส่วนพระเยซูอยู่อีกระดับหนึ่งเลย — พระองค์สอนเหมือนคนที่เขียนตำราเล่มนั้นขึ้นมาเอง ไม่ต้องอ้างใคร ไม่ต้องยกประสบการณ์ เพราะพระองค์คือเจ้าของความจริงที่อยู่เบื้องหลังตำราทั้งหมด คนฟังคงสัมผัสได้ถึงความต่างนี้ เลยทึ่งกันทั้งธรรมศาลา
สั่งครั้งเดียว ผีก็เงียบ
ทันทีในธรรมศาลานั้นเอง มีชายคนหนึ่งที่มีวิญญาณโสโครกเข้าสิงร้องขึ้นมาว่า “ข้ารู้ว่าท่านเป็นใคร องค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”📖 สิ่งที่มันพูดสะกิดใจผมมาก คำว่า hagios (ἅγιος) ที่แปลว่า “บริสุทธิ์” ภาพเดิมของรากคือ “ถูกแยกออกมาต่างหากเป็นพิเศษ” ไม่ได้แปลแค่ว่าเป็นคนดีไม่ทำบาป น่าสังเกตว่าผีตัวนี้พูดออกมาเองว่ารู้ว่าพระองค์เป็นใคร คือเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแยกไว้เพื่องานของพระองค์โดยเฉพาะ มาจากอีกฝ่ายหนึ่งคนละข้างกับมัน
จุดที่ผมคิดว่าน่าตกใจคือ ฝ่ายวิญญาณชั่วกลับมองเห็นชัดเจนว่าพระเยซูเป็นใคร ในขณะที่คนทั่วไปยังมองไม่ออก แต่พระเยซูไม่รับคำพยานนั้น พระองค์ epitimaō (ἐπιτιμάω) มัน — ไม่ใช่การสอน ไม่ใช่การพูดคุย แต่เป็นการใช้อำนาจกดสิ่งชั่วร้ายให้เงียบทันที คำสั่งของพระองค์ตรงตัวคือ phimoō (φιμόω) ซึ่งแปลว่า “จงถูกปิดปาก” — เป็นคำเดียวกับที่ใช้ตอน “เอาตะกร้อครอบปาก” สัตว์2 พระองค์ไม่ต่อปากต่อคำกับผี ไม่ยอมให้มันเป็นพยานให้ เพราะคำยอมรับจากฝ่ายมืดมีแต่จะบิดเบือนภาพว่าพระองค์เป็นใคร
พอถูกสั่ง วิญญาณนั้นก็ไม่ได้ออกไปอย่างเรียบร้อย แต่ sparassō (σπαράσσω) คำนี้แปลว่า “เขย่าอย่างแรงจนตัวชัก” ร่างของชายคนนั้นดิ้นรุนแรง แล้วผีก็กรีดร้องออกไป📖 แม้จะออกไปอย่างรุนแรงขนาดนั้น สุดท้ายมันก็ยังต้องออกไปตามคำสั่งเพียงคำเดียว
และพอจบฉาก คนทั้งธรรมศาลาก็ประหลาดใจอีกครั้ง คราวนี้เขาถามกันว่า “นี่คืออะไร เป็นคำสอนใหม่และมีสิทธิอำนาจ เขาสั่งได้แม้กระทั่งวิญญาณโสโครกและมันก็เชื่อฟัง”📖 น่าสังเกตว่าคำว่า exousia กลับมาอีกครั้งตรงนี้ — ตอนต้นฉากมันคือสิทธิอำนาจในการ สอน พอจบฉากมันกลายเป็นสิทธิอำนาจในการ สั่ง ให้วิญญาณชั่วเชื่อฟัง มาระโกเอาคำเดียวกันมาคร่อมทั้งเหตุการณ์ เหมือนจะบอกว่าเป็นอำนาจเดียวกันนั่นแหละ แล้วข่าวเรื่องพระองค์ก็แพร่ออกไปทั่วแคว้นกาลิลีทันที📖
ช่วงเปิดพันธกิจของมาระโกไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เรียงต่อกันแบบสุ่ม แต่ทุกฉากปูให้เราเห็น สิทธิอำนาจ (exousia) ของพระเยซู — อำนาจที่ออกมาจากตัวพระองค์เอง ไม่ได้ยืมมาจากใคร ฉากเรียกสาวกโชว์อำนาจที่ทำให้คนทิ้งทุกอย่างตามไปทันที ฉากในธรรมศาลาโชว์อำนาจในการสอนที่ทำให้ผู้คนทึ่ง และฉากขับวิญญาณโสโครกโชว์อำนาจในการสั่งจนสิ่งชั่วร้ายต้องเชื่อฟัง คำว่า exousia คร่อมทั้งเหตุการณ์ในธรรมศาลา — ทั้งการสอนและการสั่งคืออำนาจเดียวกัน และมาระโกใช้คำว่า “ทันที” ย้ำเป็นจังหวะ เพื่อให้เรารู้สึกถึงแรงที่ทำให้ทุกอย่างตอบสนองพระองค์โดยไม่ลังเล
แล้วเราล่ะ เห็นสิทธิอำนาจนั้นจริงไหม
พออ่านจบทั้งช่วง มีสองอย่างที่ยังค้างอยู่ในใจผม
อย่างแรก ถ้าพระเยซูเรียกเราแบบที่เรียกชาวประมงสี่คนนั้น เราจะยอมทิ้งตามไปทันทีไหม ผมไม่ได้หมายถึงต้องลาออกจากงานจริง ๆ แต่หมายถึงยอมเปลี่ยนเป้าหมายของชีวิต — จากที่เคยตั้งตัวเองเป็นศูนย์กลาง มาให้พระองค์เป็นคนกำหนดทิศ คนสี่คนนั้นทิ้งทั้งอาชีพและครอบครัวเพราะเขาเห็นว่าคนที่เรียกคุ้มค่าพอ คำถามคือผมเห็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า
อย่างที่สอง ผมสะกิดใจกับเรื่องที่วิญญาณชั่วมองเห็นชัดว่าพระเยซูเป็นใคร แต่คนกลับมองไม่ออก บางทีผมอ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อย ๆ แบบอ่านตามตัวอักษร แล้วไม่ได้สัมผัสว่ามันมีชีวิต มีอำนาจอยู่จริง — ทั้งที่แม้แต่ผียังต้องยอมเชื่อฟังและออกไปต่อหน้าพระองค์ ผมว่าการกลับมาดูช้า ๆ แบบนี้มีค่าตรงนี้แหละ ไม่ใช่เพื่อรู้มากขึ้น แต่เพื่อจะได้เห็นสิทธิอำนาจที่มาระโกอุตส่าห์ชี้ให้ดูตั้งแต่ฉากแรก แล้วปล่อยให้มันทำงานกับใจเราเอง
Footnotes
คำว่า euthys (εὐθύς แปลว่า “ทันที/ทันใดนั้น”) ปรากฏในช่วงสั้น ๆ นี้หลายครั้ง — ตอนสาวกละแหตามไป, ตอนพระองค์เรียกยากอบกับยอห์น, ตอนเข้าธรรมศาลาในวันสะบาโต และตอนข่าวแพร่ทั่วกาลิลี มาระโกใช้คำนี้ซ้ำทั้งเล่มจนเป็นจังหวะเฉพาะตัว↩︎
phimoō (φιμόω) เป็นคำที่ใช้กับการเอาตะกร้อครอบปากสัตว์ให้เงียบ — เช่นในกฎบัญญัติที่ว่า “อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัวซึ่งนวดข้าวอยู่” 1 โครินธ์ 9:9 ↗↩︎