พระเยซูไม่ได้ตั้งโต๊ะรอคนดีพร้อม — แต่ออกไปหาคนที่รู้ตัวว่ายิงพลาดเป้า
พระองค์ออกไปสอนที่ริมทะเลสาบ เรียกเลวีคนเก็บภาษีด้วยคำสั่งที่แปลว่า ‘เดินร่วมทางกันต่อไปเรื่อย ๆ’ แล้วนั่งร่วมโต๊ะกับคนเก็บภาษีและคนบาป พอถูกตำหนิ พระองค์ก็ตอบว่า หมอมีไว้เพื่อคนป่วย ไม่ใช่คนแข็งแรง
ตอนนี้อ่านครั้งแรกก็เหมือนเป็นเรื่องเล่าธรรมดา — พระเยซูออกไปริมทะเลสาบ เรียกคนเก็บภาษีคนหนึ่งให้ตามพระองค์ แล้วก็ไปนั่งกินข้าวที่บ้านเขากับพวกคนบาป จนโดนพวกครูสอนกฎบัญญัติตำหนิ แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดคิดกลับเป็นที่ที่พระองค์เลือกไป และคนที่พระองค์เลือกเรียก มันไม่ใช่ในโบสถ์ และไม่ใช่คนที่ดูดีพร้อม แต่เป็นข้างนอกนั่นเอง ท่ามกลางชีวิตจริง กับคนที่ใคร ๆ พากันเมินหน้าหนี
ที่ทำงานของพระเยซูอยู่ข้างนอก
ฉากเปิดคือพระเยซู “ออกไปที่ริมทะเลสาบอีกครั้ง” ฝูงชนก็พากันกรูเข้ามาหา แล้วพระองค์ก็ didaskō (διδάσκω) “สั่งสอน” พวกเขา📖 ผมติดใจคำนี้ เพราะมาระโกไม่ได้บอกว่าพระองค์ออกไป “รักษา” แต่ใช้คำว่า “สอน” — คำเดิมมีความหมายลึกกว่าการพูดให้ฟังผ่าน ๆ คือการทำให้คนได้เรียนรู้และเข้าใจจริง ๆ
จุดที่ผมคิดต่อคือ สถานที่ พระองค์ไม่ได้รอให้คนเดินเข้ามาหาในธรรมศาลา แต่ออกไปที่ริมทะเลสาบ ที่ทำมาหากินของชาวประมงและคนธรรมดา ก่อนหน้านี้พระองค์ก็เคยเดินเลียบทะเลสาบเดียวกันนี้แล้วเรียกชาวประมงสี่คนแรกมาเป็นสาวก📖 เห็นได้ว่าพระองค์ตั้งใจเข้าไปหาผู้คนถึงที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่นั่งรอสวย ๆ อยู่ในที่ของตัวเอง ให้เขา “พร้อม” แล้วค่อยเดินเข้ามาหา
“จงตามเรามา” — คำเรียกที่ไม่เคยหยุด
พอเดินไปตามทาง พระองค์ก็เห็นเลวี ลูกชายของอัลเฟอัส นั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี แล้วพูดกับเขาสั้น ๆ ว่า “จงตามเรามา” เลวีก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไปทันที📖
คนเก็บภาษีในสมัยนั้นไม่ใช่อาชีพธรรมดา แต่เป็นคนที่ชาวยิวรังเกียจที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะทำงานเก็บเงินให้อาณาจักรโรมที่เข้ามายึดครอง หลายคนมองว่าเป็นพวกทรยศชาติและขูดรีดพวกเดียวกันเอง เลวีจึงแทบไม่มีแต้มความ “ดี” ในสายตาสังคมเลย แต่พระเยซูกลับเลือกเรียกเขา
คำว่า “ตาม” ในภาษาเดิมคือ akolouthéō (ἀκολουθέω) ภาพเดิมของรากศัพท์คือ “เดินร่วมทางเดียวกัน” ไม่ใช่แค่เดินตามหลังห่าง ๆ1 และที่ผมชอบคือคำเรียกนี้ไม่ได้แปลว่าเดินตามก้าวเดียวแล้วจบ แต่มีความหมายทำนองว่า “เดินร่วมทางกันต่อไปเรื่อย ๆ” การตามพระเยซูจึงไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียวในวันนั้น แต่เป็นการออกเดินทางที่ดำเนินต่อไปทุกวัน
ตัวบทไม่ได้บอกว่าทำไมเลวีถึงลุกตามทันทีขนาดนั้น แต่สิ่งที่เห็นชัดคือเขายอมทิ้งด่านภาษี — ทิ้งรายได้และตำแหน่งที่มั่นคง — เพื่อเดินตามคนที่เพิ่งเอ่ยปากเรียกเขาเพียงประโยคเดียว
โต๊ะเดียวกัน คือการรับเข้าเป็นพวก
จากนั้นพระเยซูก็ไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของเลวี มีคนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมา synanákeimai (συνανάκειμαι) “เอนกายร่วมโต๊ะ” กับพระองค์และพวกสาวก เพราะคนเหล่านี้ติดตามพระองค์มากันมาก📖
คำว่า synanákeimai นี้ประกอบขึ้นจากคำว่า “ร่วมกัน” + “เอนกาย” — คือการเอนกายลงกินข้าวบนที่นั่งเดียวกัน2 ในวัฒนธรรมยิว การไปนั่งกินข้าวในบ้านใครไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่เป็นสัญญาณว่า “เราเป็นพวกเดียวกันแล้ว” คนไทยเราก็เข้าใจตรงนี้ได้ไม่ยาก เพราะการชวนกันกินข้าวที่บ้านก็บอกถึงความสนิทและการยอมรับเหมือนกัน
พอมองแบบนี้ ภาพที่พระเยซูนั่งร่วมโต๊ะกับคนที่สังคมตราหน้าว่าเป็น “คนบาป” จึงมีน้ำหนักมาก พระองค์ไม่ได้แค่สงสารเขาอยู่ห่าง ๆ แต่ยอมนั่งลงในระดับเดียวกัน รับเขาเข้ามาเป็นพวกอย่างเปิดเผย — ทั้งที่รู้ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้ตัวเองกลายเป็นเป้าให้คนเคร่งศาสนาโจมตี
หมอมีไว้เพื่อคนป่วย ไม่ใช่คนแข็งแรง
และก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พวกครูสอนกฎบัญญัติที่เป็นฟาริสีเห็นเข้า ก็ถามพวกสาวกว่า “ทำไมพระองค์ถึงไปกินข้าวร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาป”📖 คำถามนี้ไม่ใช่การอยากรู้เฉย ๆ แต่เป็นการติว่าพระองค์ทำตัวไม่เหมาะสม เพราะในสายตาพวกเขา การคลุกคลีกับคนบาปย่อมทำให้เป็นมลทินไปด้วย
พระเยซูได้ยินก็ตอบกลับด้วยภาพง่าย ๆ ว่า “คนสุขภาพดีไม่ต้องการหมอ มีแต่คนป่วยที่ต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”📖 ลองคิดตามดูดี ๆ จะเห็นว่าคำตอบนี้คมมาก — ที่ของ iatros (ἰατρός) “หมอ” คือข้างเตียงคนป่วย ไม่ใช่ในหมู่คนแข็งแรง ดังนั้นการที่พระองค์ไปอยู่ท่ามกลาง “คนบาป” จึงไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิเลย แต่คือการทำงานตรงหน้าที่ของพระองค์พอดี พระองค์มาเพื่อ kaléō (καλέω) “เรียก” คนแบบนี้แหละ
แล้วคำว่า “คนบาป” ตรงนี้หมายถึงอะไร? คำเดิมคือ hamartōlós (ἁμαρτωλός) ซึ่งมาจากรากเดียวกับคำกริยาที่ภาพเดิมแปลว่า “ยิงพลาดเป้า” เหมือนนักธนูที่เล็งแล้วลูกไม่เข้าเป้า3 ถ้ามองจากภาพนี้ คนบาปจึงไม่ได้หมายถึงแค่คนทำชั่วเป็นข้อ ๆ แต่หมายถึงคนที่ชีวิต “เขว” ออกไปจากเป้าหมายที่พระเจ้าตั้งไว้ คนที่รู้สึกว่าชีวิตมันหลุดทิศไปบางอย่าง
ตรงนี้ผมว่าสำคัญสำหรับคนไทยด้วย เพราะถ้าไปบอกใครตรง ๆ ว่า “คุณเป็นคนบาป” หลายคนคงรู้สึกเหมือนโดนตัดสิน มากกว่าจะเข้าใจ แต่ถ้าถามว่า “เป้าหมายของชีวิตคุณคืออะไร คุณเคยรู้สึกไหมว่าชีวิตมันขาดอะไรไปบางอย่าง” — นั่นแหละคือจุดที่คำว่ายิงพลาดเป้าเริ่มสื่อถึงใจคน และพระเยซูบอกชัดว่า คนที่รู้ตัวว่าพลาดเป้านี่แหละ คือคนที่พระองค์ตั้งใจมาเรียก
พระเยซูออกไปสอนที่ริมทะเลสาบ ที่ที่คนธรรมดาใช้ชีวิตอยู่ ไม่ใช่รอให้คนเข้ามาหาในธรรมศาลา แล้วเรียกเลวีคนเก็บภาษี — อาชีพที่สังคมรังเกียจ — ด้วยคำสั่งที่สื่อถึงการเดินร่วมทางกันต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ จากนั้นพระองค์ยอมนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนเก็บภาษีและคนบาป ซึ่งในวัฒนธรรมยิวเท่ากับการรับเขาเข้าเป็นพวกอย่างเปิดเผย เมื่อพวกครูสอนกฎบัญญัติติว่าไม่เหมาะสม พระองค์ตอบด้วยภาพของหมอที่มีไว้เพื่อคนป่วยไม่ใช่คนแข็งแรง — พระองค์มาเพื่อเรียก “คนบาป” คือคนที่รู้ตัวว่าชีวิตยิงพลาดเป้าจากพระเจ้า ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองดีพร้อมอยู่แล้ว
แล้วมันเปลี่ยนอะไรกับผมวันนี้
เช้าที่ผมนั่งแสวงหาเรื่องนี้ ผมน้ำตาไหลตอนที่นึกภาพออกว่า พระเยซูมาหาชาวประมงถึงริมทะเล มาหาเลวีถึงด่านภาษี แล้ววันนี้พระองค์ก็ยังอุตส่าห์มาหาผมถึงในห้อง ระหว่างที่ใจผมยังพะวงเรื่องเงินและงานอยู่เลย ทั้งที่ผมใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนั่งอ่านพระคำแทนที่จะออกไปหาลูกค้า พระองค์ก็ไม่ได้รอให้ผม “พร้อม” หรือ “ดีพอ” ก่อน
สิ่งที่ค้างอยู่ในใจผมคือ การเป็นคริสเตียนไม่ใช่แค่การไปโบสถ์อาทิตย์ละครั้ง แต่คือสองอย่างที่อยู่ในตอนนี้พอดี — อย่างแรกคือการ ร่วมโต๊ะ กับพระองค์ ทุกครั้งที่ผมนั่งลงกินข้าวหรือเปิดพระคัมภีร์ ผมนึกได้ว่านี่คือการนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกับพระองค์ ไม่ใช่พิธีที่ทำปีละไม่กี่หน อย่างที่สองคือการ ร่วมเดินทาง ตามพระองค์ไปทุกวัน แบบที่คำว่าตามในตอนนี้สื่อไว้ คือเดินร่วมทางกันไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตอนนมัสการ
ผมอาจไม่ได้สัมผัสพระองค์แบบที่เลวีได้เห็นด้วยตา แต่ทุกครั้งที่ผมเปิดพระคำและแสวงหา ผมเชื่อว่านั่นคือการนั่งร่วมโต๊ะกับพระองค์ในแบบของยุคพระวิญญาณ — และที่วางไว้ให้ผมนั้น พระองค์จัดไว้ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะดีพอเสียอีก
Footnotes
คำว่า akolouthéō (ἀκολουθέω) ประกอบจากส่วนที่แปลว่า “ร่วมกัน” กับคำว่า keleuthos (κέλευθος) ที่แปลว่า “ถนน/เส้นทาง” ภาพเดิมของรากศัพท์จึงเป็น “การเดินบนถนนสายเดียวกัน” — และในข้อนี้อยู่ในรูปคำสั่งปัจจุบัน (present imperative) ซึ่งสื่อถึงการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นวิถี ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ — ดู BDAG หัวข้อ ἀκολουθέω, Wallace, GGBB — Present Imperative↩︎
คำว่า synanákeimai (συνανάκειμαι) ประกอบจาก syn (ร่วมกัน) + ana (ขึ้น/ที่) + keimai (เอนกาย) แปลตามภาพว่า “เอนกายลงร่วมโต๊ะด้วยกัน” ในวัฒนธรรมกรีก-โรมันและยิว การกินเลี้ยงจะเอนกายบนเตียงรอบโต๊ะ การร่วมโต๊ะกันจึงสื่อถึงการยอมรับเข้าเป็นพวกเดียวกัน — ดู BDAG หัวข้อ συνανάκειμαι↩︎
คำที่แปลว่า “คนบาป” ในข้อนี้คือ hamartōlós (ἁμαρτωλός) มาจากรากเดียวกับคำกริยา hamartanō (ἁμαρτάνω) ซึ่งภาพเดิมของรากคำหมายถึง “ยิงพลาดเป้า / พลาดจากที่หมาย” — ดู BDAG หัวข้อ ἁμαρτωλός / ἁμαρτάνω↩︎