“ทูตของกษัตริย์ ไม่ใช่แค่คนที่ถูกใช้ให้ไปทำงาน”

“พระเยซูทรงเลือกคนที่พระองค์เองทรงประสงค์ แล้วตั้งให้เป็น “อัครทูต” — คำที่หนักแน่นกว่าที่เราเคยเข้าใจ”

พันธสัญญาใหม่
มาระโก
“มาระโก 3:13-19 — ความหมายของคำว่า อัครทูต ในภาษากรีก และการที่พระเยซูทรงเลือกสาวก 12 คนด้วยพระประสงค์ของพระองค์เอง”
สร้างเมื่อ

3 กรกฎาคม 2569

มาระโก 3:13-19

ตอนนี้เป็นตอนที่เราคุ้นกันดี — พระเยซูทรงตั้งสาวกสิบสองคน แล้วก็ไล่รายชื่อ ผมเคยอ่านผ่าน ๆ เหมือนเป็นแค่ “ทะเบียนสมาชิก” จนมาติดใจกับคำเดียวคือคำว่า “อัครทูต” แล้วพบว่าคำนี้หนักกว่าที่ผมนึกไว้มาก และมันเปลี่ยนวิธีที่ผมมองทั้งตอนนี้ไปเลย

ขึ้นภูเขา แล้วเรียกคนที่พระองค์เองทรงประสงค์

ตอนแรกผมติดใจกับคำว่า “เรียก” — เพราะก่อนหน้านี้พระคัมภีร์แทบไม่ได้เล่าว่าพระองค์ทรงรวบรวมสาวกกลุ่มนี้มาตั้งแต่เมื่อไร คำกรีกที่ใช้คือ proskaleō — ไม่ใช่การตะโกนเรียกคนแปลกหน้าจากที่ไกล ๆ แต่คือการ “เรียกให้เข้ามาหาตัว” เพื่อมอบหมายภารกิจ📖 ภาพที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ พระองค์มีสาวกกลุ่มใหญ่ติดตามอยู่แล้ว1 แล้วจึงทรงเรียก คัดเลือก คนกลุ่มหนึ่งออกมาจากกลุ่มนั้น เหมือนครูที่เรียกนักเรียนบางคนออกมาจากห้องเพื่อมอบงานพิเศษให้

ที่ผมว่าน่าสนใจคือ ในต้นฉบับมีคำว่า autós (“พระองค์เอง”) เติมเข้ามาซ้ำ ทั้งที่รูปกริยา “ทรงประสงค์” ก็บอกอยู่แล้วว่าใครเป็นผู้ทำ การเติมคำนี้เข้ามาคือการ เน้นว่าเป็นการเลือกด้วยพระประสงค์ของพระองค์เอง — ไม่ใช่ใครมาสมัคร ไม่ใช่ใครแนะนำ แต่พระองค์ทรงเลือกคนที่พระองค์เองทรงประสงค์ (จุดเน้นนี้มักหายไปเวลาแปล เพราะภาษาไทยกับอังกฤษยังไงก็ต้องมีคำว่า “พระองค์” อยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกว่าเป็นการย้ำ)

ส่วนการที่พระองค์ทรงทำเรื่องนี้ “บนภูเขา” ก็ไม่ใช่รายละเอียดลอย ๆ ในพระคัมภีร์ ภูเขามักเป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงเปิดเผยพระประสงค์ เช่นภาพที่โมเสสขึ้นไปรับพระบัญชา2 — ฉากนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนการแต่งตั้งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่แค่นัดเจอกันเฉย ๆ

แต่งตั้งให้เป็น “ทูต” ไม่ใช่แค่คนรับใช้ที่ถูกส่งไป

ตรงนี้แหละคือจุดที่เปลี่ยนความเข้าใจของผม พระองค์ทรง poieō (ตั้ง/แต่งตั้ง) สิบสองคน แล้วต้นฉบับบอกต่อว่าทรง “ขนานนามพวกเขาว่าอัครทูต” (apóstolos) — วลีนี้ฉบับ TCV ไม่ได้แปลไว้ แต่มีอยู่ในต้นฉบับ3📖

ก่อนหน้านี้พอเห็นคำว่า “อัครทูต” หรือ “ผู้ที่ถูกส่งออกไป” ผมนึกภาพแค่ คนงานที่ถูกใช้ให้ไปทำธุระ แต่รากศัพท์บอกมากกว่านั้น apóstolos มาจาก apostéllō (“ส่งออกไป”) และในโลกกรีก-โรมันกับในธรรมเนียมยิว คำนี้ใช้กับ “ทูตที่กษัตริย์มอบอำนาจให้เต็มที่” ไม่ใช่แค่คนเดินเอาจดหมายไปส่ง4 คนยิวสมัยนั้นมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า “คนที่ถูกส่งไป ใหญ่เท่ากับคนที่ส่งเขาไปเลย” — เมื่อทูตไปถึงที่ใด ก็เสมือนกษัตริย์เสด็จไปเองที่นั่น

ความต่างนี้สำคัญ ลองนึกภาพคนถือสารธรรมดา ถ้าเจอปัญหาก็ตอบแทนเจ้านายไม่ได้ ต้องวิ่งกลับมาถามก่อน แต่ทูตที่ได้รับมอบอำนาจ พูดแทนและทำการแทนเจ้านายได้เลยในนามของเขา ผมนึกภาพเหมือนทูตที่ถือ “ตราประทับ” ของกษัตริย์ติดตัวไป — ดินแดนที่เขาไปถึงก็เหมือนเป็นแผ่นดินของกษัตริย์ที่ส่งเขาไป เมื่ออ่านคำว่า “อัครทูต” ด้วยน้ำหนักนี้ ภาพของสาวกสิบสองคนก็เปลี่ยนไปทันที — พระองค์ไม่ได้แค่ “หาคนไปทำงาน” แต่ทรงแต่งตั้ง ตัวแทนผู้มีอำนาจเต็ม ออกไปในพระนามของพระองค์

อยู่กับพระองค์ก่อน แล้วจึงถูกส่งออกไป

มีลำดับหนึ่งในข้อความที่ผมคิดว่าจงใจ พระองค์ทรงตั้งสิบสองคนเพื่อสองสิ่ง — “ให้อยู่กับพระองค์” ก่อน แล้ว “จะส่งพวกเขาออกไปประกาศ” ทีหลัง การอยู่กับพระองค์มาก่อนการถูกส่งออกไป

ถ้าอ่านต่อจากภาพ “ทูต” เมื่อกี้ ลำดับนี้ก็เข้าที่พอดี ทูตที่ดีต้องรู้พระทัยกษัตริย์ก่อน ถ้าไม่รู้ว่าเจ้านายคิดอะไร ออกไปก็ตัดสินใจผิด การ “อยู่กับพระองค์” จึงไม่ใช่แค่การไปนั่งเรียน แต่คือการอยู่ใกล้ ๆ จนรู้ใจพระองค์ พอออกไปข้างนอกจะได้พูดและทำแบบเดียวกับที่พระองค์จะทรงทำ

อำนาจขับผี — ทำไมมาระโกเน้นเรื่องนี้

พระองค์ประทาน exousía (“สิทธิอำนาจ”) ให้พวกเขา ekbállō (“ขับ”) ผีได้📖 ผมเคยสงสัยว่าทำไมไม่พูดถึงการ “รักษาโรค” ด้วย ทั้งที่ต่อมาสาวกก็รักษาโรคเหมือนกัน📖 (อันที่จริงบางฉบับแปลใส่ “รักษาโรค” ไว้ในข้อนี้ด้วย แต่เป็นเรื่องของสำเนาต้นฉบับที่ต่างกัน — ฉบับหลักและ TCV มีเฉพาะการขับผี)5

พอวางไว้ในบริบทของทั้งเล่มก็เข้าใจได้ มาระโกเดินเรื่องด้วยธีม อาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังปะทะกับอาณาจักรของความมืด การขับผีจึงไม่ใช่แค่ช่วยให้คนป่วยสบายขึ้น แต่เป็น “สัญญาณ” ว่าพระองค์มีอำนาจเหนือวิญญาณชั่วตรง ๆ — เป็นการเข้าไปสู้กับศัตรู ไม่ใช่แค่ไปช่วยเหลือคนทั่วไป การที่ทูตของพระองค์ถืออำนาจนี้เข้าไปเผชิญหน้ากับวิญญาณชั่วโดยตรง จึงเป็นการประกาศว่าอาณาจักรของพระเจ้ากำลังรุกเข้ามาแล้ว

ทำไมต้องบอกว่า “ลูกใคร” และให้สมญา

พอมาถึงรายชื่อ ผมสังเกตธรรมเนียมสองอย่างที่ต่างจากปัจจุบัน หนึ่งคือการระบุว่าใครเป็น “ลูกของใคร” เช่น ยากอบ ลูกชายเศเบดี สมัยนั้นยังไม่มีทะเบียนบ้าน การบอกว่าเป็นลูกใครก็คือการบอกว่าเขามาจากครอบครัวไหนและเชื่อถือได้ เหมือนยื่นหลักฐานว่า “คนนี้มาจากบ้านไหน” ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไม่มีที่มา

สองคือการที่พระองค์ทรง epitíthēmi (ให้/ตั้ง) ชื่อใหม่ ซีโมนได้ชื่อว่า “เปโตร” (ศิลา) ส่วนยากอบกับยอห์นได้สมญาว่า Boanergés — “ลูกฟ้าร้อง”6📖 การที่กษัตริย์เป็นผู้ตั้งชื่อให้ มักสื่อถึงสิทธิอำนาจและการให้ตัวตนใหม่ — เหมือนบอกว่าตั้งแต่นี้ไป พวกเขาคือคนใหม่ที่มีหน้าที่ในงานของพระองค์

รวมทีมจากคนละขั้วของสังคม

มีข้อเท็จจริงหนึ่งในรายชื่อที่พระคัมภีร์ไม่ได้ขยายความ แต่คนที่รู้ภูมิหลังจะเห็นทันที — ในสิบสองคนนี้มีทั้ง มัทธิว คนเก็บภาษี7 (คนที่ทำงานให้โรม ถูกมองว่าขายชาติ) และ ซีโมนพรรคชาตินิยม8 (ฝ่ายที่มีใจร้อนรน อยากขับไล่โรมให้สิ้น)📖

ผมอยากตั้งไว้เป็นข้อสังเกตตามข้อเท็จจริงเท่านั้น — พระคัมภีร์ ไม่ได้ เล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของสองคนนี้ หรือบอกว่าพวกเขาขัดแย้งกันหรือไม่ เราจึงไม่ควรแต่งเติมเข้าไป แต่สิ่งที่ตัวบทบันทึกไว้ชัดเจนก็หนักแน่นพออยู่แล้ว คือ พระเยซูทรงรวบรวมคนจากคนละขั้วของสังคมมาไว้ในคณะเดียวกัน ภายใต้ภารกิจและสิทธิอำนาจเดียวกัน โดยไม่แบ่งว่าใครมาจากพื้นเพแบบไหน

และคนที่จะทรยศ

รายชื่อจบลงที่ ยูดาสอิสคาริโอท ผู้ที่จะ paradídōmi (ทรยศ/มอบพระองค์ไว้)📖 มาระโกจบรายชื่อด้วยประโยคที่เงียบ ๆ แต่หนักมาก — ในบรรดาคนที่พระองค์ทรงเลือกเองกับมือ มีคนหนึ่งที่จะหักหลังพระองค์ การได้ถูกเลือกเป็นถึงอัครทูต ก็ไม่ได้แปลว่าจะซื่อสัตย์กับพระองค์ไปจนถึงที่สุด

Tipอ่านตามบริบทแล้วได้ความว่า

บนภูเขา พระเยซูทรงเลือกคนที่พระองค์เองทรงประสงค์ แล้วตั้งพวกเขาให้เป็น “อัครทูต” — ทูตผู้ได้รับมอบอำนาจเต็มให้ออกไปในพระนามของพระองค์ แต่ก่อนจะถูกส่งออกไป พวกเขาต้อง “อยู่กับพระองค์” ก่อน คณะนี้ประกอบด้วยคนจากคนละขั้วของสังคมที่มารวมกันได้ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว และในนั้นก็มีคนที่จะทรยศพระองค์อยู่ด้วย — เตือนว่าการถูกแต่งตั้งกับการเดินกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ เป็นคนละเรื่องกัน

เราถูกเรียก หรือถูกแต่งตั้ง

ระหว่างอ่าน ผมติดใจคำถามหนึ่งที่อยากแยกให้ชัด — การที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง “อัครทูตสิบสองคน” กับการที่เราทุกคนถูกเรียกให้ตามพระองค์ เป็นคนละอย่างกันหรือเปล่า

เท่าที่อ่านจากตัวบท ผมว่าแยกได้แบบนี้ “อัครทูต” เป็นตำแหน่งเฉพาะกลุ่ม เป็นรากฐานของคริสตจักร📖 ส่วนเราทุกคนถูกเรียกให้เป็น “สาวก” (ผู้เรียนรู้ ผู้ติดตาม) และได้รับ ภารกิจ เดียวกันคือออกไปเป็นพยานถึงพระองค์📖📖 น่าสังเกตว่าในหนังสือกิจการ เมื่อผู้เชื่อทั่วไปกระจัดกระจายออกไปประกาศ พระคัมภีร์ก็ ไม่ได้ เรียกพวกเขาว่า “อัครทูต”9 แม้พวกเขาจะทำงานประกาศเหมือนกัน — คำนี้ยังใช้เฉพาะกับคนที่ถูกแต่งตั้งเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการเท่านั้น

การรู้ความต่างนี้ไม่ได้ทำให้บทบาทของเราเล็กลง แต่ช่วยให้ชัดว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็น “อัครทูต” ถึงจะมีหน้าที่ ทุกคนที่ตามพระองค์ล้วนได้รับภารกิจให้ไปเป็นพยานในที่ของตน

อ่านจบแล้ว ตอนนี้ทิ้งคำถามไว้กับผมสามข้อ

  1. พระองค์ทรงเลือกด้วยพระประสงค์ของพระองค์เอง — ไม่ได้เลือกตามพื้นเพ ความเก่ง หรือความดีของใคร คนที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ พระองค์ก็ทรงเรียกมาอยู่ด้วยกันได้
  2. เมื่อทรงเรียกแล้ว พวกเขาก็อยู่ด้วยกันได้และทำภารกิจร่วมกัน — สิ่งที่ผูกพวกเขาไว้ไม่ใช่ภูมิหลังเดิม แต่คือกษัตริย์และภารกิจที่ได้รับร่วมกัน
  3. แต่การถูกเลือกไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป — ยูดาสก็อยู่ในสิบสองคนนั้น การได้รับมอบหมายงานกับการเดินกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อจนจบ เป็นคนละเรื่องกัน และนั่นก็ย้อนกลับมาที่คำสั่งแรกสุด — ให้ “อยู่กับพระองค์”

Footnotes

  1. เทียบการเรียกสาวกกลุ่มแรกริมทะเลสาบ มาระโก 1:16-20 ↗ — ตอนนั้นเป็นการพบและเรียกครั้งแรก ต่างจากตอนนี้ที่เป็นการคัดเลือกและแต่งตั้งจากกลุ่มที่ติดตามอยู่แล้ว↩︎

  2. เทียบภาพโมเสสขึ้นภูเขาเพื่อรับพระบัญชาจากพระเจ้า อพยพ 19:20 ↗ — เป็นข้อสังเกตเชิงบริบท ไม่ใช่ข้อสรุปที่ตัวบทมาระโกระบุตรง ๆ↩︎

  3. ต้นฉบับกรีก (SBLGNT) มีวลี οὓς καὶ ἀποστόλους ὠνόμασεν (“ผู้ซึ่งพระองค์ทรงขนานนามว่าอัครทูตด้วย”) ในข้อ 14 ฉบับ TCV ไม่ได้แปลวลีนี้ไว้ แต่คำว่า apóstolos ยังปรากฏในต้นฉบับที่เครื่องอ่านแสดงได้↩︎

  4. apóstolos (G652) ในบริบทกรีก-โรมันและกฎหมายยิว หมายถึง “ทูตผู้มีอำนาจเต็ม” (plenipotentiary) — ตัวแทนที่ถือสิทธิ์ขาดเสมือนกษัตริย์เสด็จมาเอง ต่างจาก angelos (คนถือสาร) ที่ตัดสินใจแทนไม่ได้ อิงหลัก shaliach ในกฎหมายยิว (“ผู้ถูกส่งเท่ากับผู้ส่ง”) — ดู BDAG หัวข้อ ἀπόστολος; Rengstorf หัวข้อ ἀποστέλλω/ἀπόστολος ใน Theological Dictionary of the New Testament (TDNT)↩︎

  5. ฉบับ THKJV/KJV มีคำว่า “รักษาโรคต่าง ๆ” ในข้อ 15 ด้วย ซึ่งมาจากสำเนาต้นฉบับสายหนึ่ง ส่วนต้นฉบับสายหลัก (ที่ TCV และ SBLGNT ใช้) มีเฉพาะ “ขับผี”↩︎

  6. พระคัมภีร์ไม่ได้อธิบายว่าทำไมจึงได้สมญานี้ มีผู้เชื่อมโยงกับนิสัยใจร้อนของทั้งสอง เช่นตอนที่อยากให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาหมู่บ้าน ลูกา 9:54 ↗ — แต่นี่เป็นการอนุมาน ไม่ใช่คำอธิบายในตัวบท↩︎

  7. มัทธิว (เลวี) คนเก็บภาษี ถูกเรียกให้ตามพระองค์ มาระโก 2:14 ↗; เทียบ มัทธิว 10:3 ↗ ที่ระบุว่า “มัทธิว คนเก็บภาษี”↩︎

  8. มาระโกใช้คำว่า Καναναῖος (ชาวคานาอัน) ซึ่งมาจากภาษาอารเมค qan’an แปลว่า “ผู้มีใจร้อนรน” ส่วน ลูกา 6:15 ↗ และ กิจการ 1:13 ↗ ใช้คำกรีกตรง ๆ ว่า ζηλωτής (zēlōtēs, Zealot) TCV จึงแปลว่า “พรรคชาตินิยม” — นักวิชาการยังถกกันว่าในที่นี้หมายถึงขบวนการ Zealot ที่จัดตั้งเป็นกลุ่ม (ซึ่งบางส่วนอาจก่อตัวชัดเจนหลังยุคพระเยซู) หรือหมายถึงเพียงคน “มีใจร้อนรน” เฉย ๆ — ตัวบทไม่ได้ชี้ขาด↩︎

  9. เมื่อผู้เชื่อกระจัดกระจายไปเพราะการข่มเหง “ก็เที่ยวประกาศพระวจนะไปทุกแห่ง” แต่พระคัมภีร์ไม่ได้เรียกพวกเขาว่าอัครทูต กิจการ 8:1-4 ↗↩︎