ยิ่งถูกปองร้าย ยิ่งมีคนหลั่งไหลมาหา

ข่าวเรื่องพระเยซูสะพัดไปทั่วแผ่นดิน — ในตอนที่ผู้มีอำนาจเพิ่งเริ่มวางแผนกำจัดพระองค์

พันธสัญญาใหม่
มาระโก
มาระโก 3:7-12 — ผู้คนจากทุกทิศหลั่งไหลมาหาพระเยซู ขณะที่ฝ่ายปกครองเริ่มวางแผนกำจัดพระองค์
สร้างเมื่อ

3 กรกฎาคม 2569

มาระโก 3:7-12

ในตอนนี้มาระโกไล่ชื่อเมืองมาเรื่อย ๆ ถ้าเราลองเอาหมุดปักลงบนแผนที่ จะเห็นว่ามันคือ “ทั้งแผ่นดิน” จริง ๆ และที่ผมว่าน่าทึ่งคือ ข่าวเรื่องพระเยซูสะพัดไปไกลขนาดนี้ ในช่วงเดียวกับที่ ผู้มีอำนาจเพิ่งตัดสินใจจะกำจัดพระองค์

เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้

ตอนนี้ไม่ได้เริ่มต้นแบบสงบ ก่อนหน้านี้พระเยซูเพิ่งรักษาคนในวันสะบาโตต่อหน้าพวกที่จ้องจับผิด📖 จนพวกฟาริสีกับพวกของเฮโรดจับมือกันวางแผนจะฆ่าพระองค์ แล้วพระองค์ก็ “ถอย” (anachōréō) ออกไปยังทะเลสาบ — เป็นการถอยออกมาจากจุดที่กำลังจะปะทะกัน

แต่แทนที่เรื่องจะเงียบลง ฝูงชนกลับยิ่งติดตามมาไม่หยุด📖

ข่าวที่สะพัดไปทั้งแผ่นดิน

มาระโกไม่ได้บอกแค่ว่า “คนเยอะ” แต่จงใจไล่ชื่อถิ่นที่คนเหล่านั้นเดินทางมา — และนี่คือจุดที่แผนที่ช่วยได้มาก

แผนที่ปาเลสไตน์สมัยพระเยซู แสดงกาลิลี ยูเดีย สะมาเรีย อิดูเมีย ไทระ ไซดอน และฟากแม่น้ำจอร์แดน
ผู้คนจากทุกทิศหลั่งไหลมาหาพระเยซูริมทะเลสาบกาลิลี — Biblica Open Maps · CC BY-SA 4.0

วลีที่มาระโกใช้คือ polý plēthos — เอาคำว่า “หมู่มหาชน” (plēthos) มาวางคู่กับ “มหาศาล” (polý) และคำว่า “มหาศาล” นี้เองที่มาระโกย้ำซ้ำกับภูมิภาคแล้วภูมิภาคเล่า คนเหล่านี้มาจากกาลิลี (เหนือ) ยูเดียกับเยรูซาเล็ม (ใต้) อิดูเมีย (ใต้สุด บ้านเกิดของเฮโรด) ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และไกลถึงไทระกับไซดอน (เหนือสุด เป็นดินแดนคนต่างชาติ)📖

ลองปักหมุดดูจะเห็นว่า เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก — เกือบทุกมุมของแผ่นดินแห่งพันธสัญญามารวมกันตรงนี้ ที่น่าทึ่งคือพระราชกิจของพระองค์เพิ่งเริ่มได้ไม่นาน แต่ข่าวกลับไปถึงชายแดนทุกด้าน คนพวกนี้ยอมเดินทางไกลหลายวันเพราะ “ได้ยินถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ”

มีจุดหนึ่งที่ผมสังเกตแล้วน่าคิด — มาระโกไล่ชื่อรอบทิศ แต่ไม่เอ่ยถึงสะมาเรีย ทั้งที่มันอยู่ตรงกลางระหว่างกาลิลีกับยูเดียพอดี1 ช่องว่างตรงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันชี้ให้เห็นกำแพงความขัดแย้งเก่าแก่ระหว่างยิวกับชาวสะมาเรีย — เรื่องที่พระเยซูจะทรงข้ามพรมแดนนี้เองในเวลาต่อมา

สองภาพที่สวนทางกัน

พอวางตอนนี้ไว้ข้างตอนก่อนหน้า จะเห็นว่ามาระโกกำลังจงใจให้เราเทียบสองภาพ:

  • ผู้นำศาสนา ปรึกษากันเงียบ ๆ ในวันสะบาโต ในที่ลับเพื่อ กำจัด พระองค์
  • ประชาชน จากทุกทิศทุกทาง เบียดเสียดกัน กลางแจ้ง เพื่อ เข้าหา พระองค์

ยิ่งกลุ่มผู้มีอำนาจพยายามกำจัดพระองค์มากเท่าไร ชีวิตที่อยู่ในพระองค์ก็ยิ่งดึงดูดคนจากทุกที่เข้ามามากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่คนชั้นนำมองไม่เห็น คนธรรมดากลับสัมผัสได้

ฝูงชนที่เบียดจนต้องเตรียมเรือ

ภาพต่อมาสมจริงมาก คนแน่นจนพระองค์สั่งสาวกให้เตรียมเรือลำเล็ก (ploiárion) ไว้ให้พร้อม — ไม่ใช่ไว้พักผ่อน แต่กันไม่ให้ฝูงชน “เบียดทับ” (thlíbō) พระองค์ เรือกลายเป็นระยะปลอดภัยเล็ก ๆ ที่กันไม่ให้พระองค์ถูกฝูงชนกลืนหายไป📖

แล้วทำไมคนถึงเบียดขนาดนั้น? เพราะพระองค์รักษาคนไปมากแล้ว ทุกคนที่ป่วยจึงดันกันเข้ามาเพื่อจะได้ “แตะต้อง” (háptō) พระองค์ น่าสนใจที่คำว่า “โรค” ในข้อนี้ ต้นฉบับใช้คำ mástigas ซึ่งเป็นคำปกติที่ใช้เรียกโรคร้าย แต่รากของมันมีภาพของ “แส้” หรือ “การเฆี่ยน” อยู่ด้วย — พอเห็นภาพนี้ก็เหมือนโรคภัยกำลังโบยตีพวกเขาซ้ำ ๆ คนที่ถูกโรคเฆี่ยนตีแบบนั้น และมักโดนคนอื่นรังเกียจผลักไสออกไป กำลังดิ้นรนเข้ามาเพียงเพื่อจะสัมผัสพระองค์ — และพระองค์ก็ทรงเปิดรับ📖

มาเพื่อแตะต้อง หรือมาเพื่อฟัง

มีจุดที่ผมสะกิดใจในตอนนี้ — ตัวบทบอกว่าฝูงชนดันกันเข้ามาเพื่อ “แตะต้อง” พระองค์และรับการรักษา แต่ไม่ได้เอ่ยเลยว่าพวกเขามาเพื่อ “ฟัง” พระองค์ (ผมไม่ฟันธงว่าเขาไม่อยากฟัง — แค่สังเกตว่าสิ่งที่ข้อความเน้นคือความกระหายฤทธิ์เดชและการรักษา)

พวกเขาเข้ามาใกล้พระกายที่สุด ใกล้จนต้องมีเรือกั้น แต่สิ่งที่หลายคนตามหาดูจะเป็น สิ่งที่จะได้จากพระองค์ มากกว่า ตัวพระองค์เอง

คนที่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร กลับเป็นผี

มาถึงจุดที่ย้อนแย้งที่สุดของตอนนี้ ทันทีที่ผีโสโครก (pneûma akátharton) เห็นพระองค์ มันก็หมอบลงและร้องว่า “ท่านคือพระบุตรของพระเจ้า” (Huiòs toû Theoû)📖

ลองเทียบสามสายตาในตอนนี้ดู — ฟาริสีเห็นพระองค์เป็น “คนละเมิดกฎ” ชาวบ้านเห็นพระองค์เป็น “หมอผู้รักษา” แต่กลับเป็น ผี ที่พูดความจริงตรงที่สุดว่าพระองค์คือใคร เป็นความจริง — แต่ออกมาจากปากที่ผิดฝาผิดตัว

ทำไมพระองค์ถึงห้าม

สิ่งที่พระองค์ทำต่อจากนั้นน่าคิด — พระองค์ “กำชับอย่างเข้มงวด” (epitimáō) ไม่ให้พวกมันทำให้พระองค์เป็นที่รู้จัก ทั้งที่สิ่งที่ผีพูดนั้น “ถูก”📖

ทำไมถึงห้ามคำพยานที่เป็นความจริง? ลองนึกภาพคนดีคนหนึ่งลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วอยู่ ๆ หัวหน้าโจรชื่อกระฉ่อนก็ลุกขึ้นตะโกนช่วยหาเสียงให้ว่า “เลือกคนนี้แหละ เขาเป็นคนดี” — คำรับรองนั้นไม่ได้ช่วยอะไร ซ้ำยังทำให้คนระแวงว่าผู้สมัครเป็นพวกเดียวกับโจร คำพยานของผีก็เช่นกัน เพราะคำรับรองที่มาจากฝ่ายชั่วร้ายจะทำให้ภาพของพระองค์เพี้ยนไป — ทำให้คนเข้าใจผิดว่าพระองค์เป็นพวกเดียวกับอำนาจนั้น (ซึ่งต่อมาก็มีคนกล่าวหาพระองค์แบบนี้จริง ๆ ว่าขับผีด้วยฤทธิ์ของนายผี📖) พระองค์ไม่ต้องการให้คนรู้จักพระองค์ผ่านเสียงตะโกนของผี แต่ผ่าน พระราชกิจแห่งความรัก ของพระองค์เอง

Tipอ่านตามบริบทแล้วได้ความว่า

ในวันที่ผู้มีอำนาจเริ่มวางแผนกำจัดพระองค์ ผู้คนจากทุกมุมของแผ่นดินกลับหลั่งไหลมาหาพระองค์ — ยิ่งถูกปฏิเสธจากเบื้องบน ก็ยิ่งถูกโอบรับจากเบื้องล่าง ข่าวและพระราชกิจของพระองค์ข้ามพรมแดนไปทุกด้าน ทั้งการเมือง ศาสนา และเชื้อชาติ — เป็นเค้าลางของอาณาจักรที่กำลังจะข้ามทุกกำแพงเหล่านั้น และท่ามกลางฝูงชนที่กระหายฤทธิ์เดชกับผีที่ป่าวร้องความจริงผิดที่ พระองค์ยังทรงเลือกที่จะให้คนรู้จักพระองค์ผ่านความรัก ไม่ใช่ผ่านกระแส

อ่านจบแล้วผมว่าตอนนี้เหมือนกระจกบานหนึ่ง — ในเหตุการณ์เดียวกัน มีคนมองพระเยซูต่างกันสามแบบ ผู้นำศาสนาเห็นเป็นภัยที่ต้องกำจัด ฝูงชนเห็นเป็นแหล่งฤทธิ์เดชที่มาแตะเอาการรักษา และผีเห็นว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า มันทิ้งคำถามไว้กับผมสองข้อ

  1. เราเห็นพระองค์เป็นใคร? — เป็นแค่ที่พึ่งยามเดือดร้อนที่เราแวะมาขอความช่วยเหลือ หรือเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่เรายอมให้เป็นเจ้าของชีวิต
  2. แล้วเราเข้ามาหาพระองค์แบบไหน? — มาเพื่อ “แตะเอา” สิ่งที่อยากได้แล้วจากไป หรือมาเพื่อ “ฟัง” และติดตามพระองค์จริง ๆ ฝูงชนวันนั้นเบียดเข้ามาใกล้ที่สุด แต่ความใกล้ทางกายไม่เท่ากับการรู้จักพระองค์

Footnotes

  1. เทียบกับตอนที่พระเยซูทรงสนทนากับหญิงชาวสะมาเรียและคนทั้งเมืองเชื่อในภายหลัง ยอห์น 4:1-42 ↗↩︎