นักโทษสองปีที่ยืนสง่ากว่าเจ้าของบัลลังก์
เปาโลพลิกห้องพิจารณาคดีให้กลายเป็นเวที แล้วชี้ว่าแท้จริงเขาถูกฟ้องเพราะ ‘ความหวัง’ ที่ทั้งชาติยิวเฝ้ารอ — คือการที่พระเจ้าทำให้คนตายเป็นขึ้น
บทก่อนทิ้งเรื่องไว้ที่เฟสทัสจนมุม — หาข้อหาส่งเปาโลไปโรมไม่ออก เลยเชิญกษัตริย์อากริปปามาช่วยหาถ้อยคำ บทนี้จึงเปิดฉากด้วยราชสำนักเต็มยศ แต่ยิ่งอ่านไปมันก็ยิ่งไม่เหมือนห้องพิจารณาคดี — เหมือนเวทีปราศรัยมากกว่า และคนที่คุมเวทีนั้นไม่ใช่เจ้าของบัลลังก์ แต่เป็นชายที่ใส่โซ่ตรวนและถูกดองคดีมาสองปี ที่พอได้เอ่ยปากก็ไม่ได้ขอความเมตตา แต่ยกมือขึ้นเล่าเรื่องของตัวเองอย่างสง่างาม จนพลิกคำถามทั้งหมดไปที่จุดเดียว — ความหวังที่ทั้งชาติเฝ้ารอ
ฉากที่เหมือนเวทีปราศรัยมากกว่าห้องพิจารณาคดี
ในตอนที่แล้วอากริปปากับเบอร์นิสเพิ่งเดินเข้าห้องพิจารณาคดีอย่างเอิกเกริก พร้อมนายทหารระดับสูงและคนสำคัญของเมือง📖 พอถึงคิวของเปาโล อากริปปาเป็นคนเอ่ยขึ้นเองว่า อนุญาตให้พูดแก้ต่างให้ตัวเองได้📖 คำเล็ก ๆ ว่า seautou (σεαυτοῦ) “ตัวเจ้าเอง” ตอกย้ำว่าเปาโลต้องยืนพูดปกป้องตัวเองด้วยตัวคนเดียว ไม่มีทนายหรือนักโต้วาทีอาชีพมาพูดแทน1 ต่างจากฝั่งโจทก์ที่เคยจ้างเทอร์ทูลลัสมาเป็นหัวหอกฟ้องเมื่อสองปีก่อน📖
ผมติดใจตรงที่ว่า ทำไมอากริปปาถึงเป็นคนอนุญาต ทั้งที่อำนาจตัดสินคดีจริง ๆ เป็นของเฟสทัสผู้ว่าราชการที่โรมส่งมา ไม่ใช่ของกษัตริย์แขกรับเชิญ คำตอบคือคดีนี้ถูกล็อกไปแล้วตั้งแต่เปาโลอุทธรณ์ต่อซีซาร์📖 เฟสทัสหมดสิทธิ์ตัดสิน วันนี้จึงไม่ใช่ศาลที่จะชี้ผิดชี้ถูก แต่เป็นการไต่สวนพิเศษที่เฟสทัสจัดขึ้นเพื่อยืมความรู้ของอากริปปามาช่วยร่างสำนวนส่งจักรพรรดิ2 เท่ากับเปาโลได้เวทีพูดต่อหน้าชนชั้นปกครองสูงสุดของแผ่นดิน โดยไม่มีใครมาขัดคอเหมือนศาลปกติ
แล้วเปาโลก็ยกมือขึ้นเริ่มแก้ต่าง📖 ท่ายกมือ (ekteinas, ἐκτείνας) ในโลกกรีก-โรมันไม่ใช่ท่าของจำเลยที่ยอมจำนน แต่เป็นท่าทางของนักพูดที่กำลังจะขึ้นเวที เป็นสัญญาณว่า “โปรดฟัง”3 เขาเปิดด้วยการให้เกียรติอากริปปาว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมเนียมและข้อถกเถียงของยิว จึงขอให้ท่านฟังด้วยความอดทน📖 คำว่า makrothymōs (μακροθύμως) สื่อถึงการฟังด้วยใจอดกลั้น เปาโลจึงเปิดเรื่องด้วยการขออย่างสุภาพที่สุดให้กษัตริย์ทรงอดทนฟังเขาจนจบ
สิ่งที่ผมเคารพมากในฉากนี้คือ ชายที่ถูกขังลืมมาสองปีโดยไม่มีความผิด เมื่อได้ยืนเล่าเรื่องตัวเองต่อหน้ากษัตริย์ กลับไม่ได้พูดด้วยความขมขื่นหรืออ้อนวอนขอชีวิต แต่พูดอย่างคนที่มีศักดิ์ศรีข้างในเต็มเปี่ยม ราชสำนักที่อลังการอยู่ตรงหน้า แต่คนที่ดูมีอิสระที่สุดในห้องนั้นคือคนที่ใส่โซ่ตรวน
รากเหง้าที่ทุกคนในเยรูซาเล็มรู้ดี
เปาโลเริ่มเล่าประวัติตัวเองว่า ชาวยิวทุกคนรู้จักวิถีชีวิตของเขามาตั้งแต่เด็ก ทั้งในบ้านเกิดและในเยรูซาเล็ม📖 แล้วเติมประโยคที่ทำผมต้องหยุดคิด — ถ้าพวกเขาเต็มใจ ก็เป็นพยานได้ว่าเขาเคยใช้ชีวิตตามนิกายที่เคร่งที่สุดของศาสนายิว คือฟาริสี📖
ตอนแรกวลี “ถ้าพวกเขาเต็มใจ” ฟังดูเหมือนเปาโลกำลังประชด แต่ผมไม่คิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้น คำกรีก ean thelōsi (ἐὰν θέλωσι) เป็นรูปเงื่อนไข “ถ้าพวกเขาจะยอมเป็นพยาน” — เปาโลกำลังชี้ว่าพยานที่รู้ประวัติเขาดีที่สุดก็คือพวกยิวเองที่เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก ตัวบทไม่ได้บอกว่าใครอยู่ในห้องนั้นบ้างหรือใครนิ่งเงียบ4 แต่การวางเงื่อนไขแบบนี้ก็หนักแน่นอยู่ในตัว เพราะความจริงที่ว่าเขาเคยเคร่งศาสนายิวจนเป็นดาวรุ่งของฝ่ายนั้น เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้และไม่มีใครเถียงได้
คำว่า ที่เคร่งที่สุด (akribestatēn, ἀκριβεστάτην) เป็นคำขั้นสูงสุด แปลว่าแม่นยำและเข้มงวดที่สุด5 เปาโลไม่ได้พูดเกินจริง คนยุคนั้นรู้กันทั่วว่าไม่มีใครใช้ชีวิตละเอียดลออเรื่องกฎเท่าฟาริสีอีกแล้ว เขาไม่ได้ยกเรื่องนี้มาอวด แต่กำลังปูพื้นเงียบ ๆ ว่า คนที่เคยทุ่มสุดตัวให้ศาสนายิวถึงระดับนี้ ย่อมไม่ลุกขึ้นมาทำลายศาสนาของตัวเองเล่น ๆ — มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ใหญ่มากเกิดขึ้น (ซึ่งเป็นเรื่องที่เขากำลังจะเล่าต่อ)
หัวใจของคดีที่แท้จริง: ความหวังของบรรพบุรุษ
แล้วเปาโลก็วางประเด็นที่เป็นหัวใจของทั้งคดีลงบนโต๊ะ — ที่เขาถูกพิจารณาคดีวันนี้ ก็เพราะความหวังในพระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้กับบรรพบุรุษ📖 เป็นพระสัญญาเดียวกับที่สิบสองเผ่าของชนชาติเฝ้ารับใช้พระเจ้าทั้งวันทั้งคืนด้วยความหวังว่าจะได้เห็นเป็นจริง📖
ความหวังที่ว่านี้คืออะไร ผมว่าเปาโลไม่ได้พูดลอย ๆ แต่หมายถึงสายธารความหวังที่ไหลมาหลายสาย สายแรกคือพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าประชาชาติทั่วโลกจะได้รับพรผ่านพงศ์พันธุ์ของเขา📖 สายที่สองคือพระสัญญาว่าจะมีกษัตริย์จากเชื้อสายดาวิดครองบัลลังก์ที่ไม่สิ้นสุด📖 คือพระเมสสิยาห์ที่ผู้เผยพระวจนะวาดภาพว่าเป็น “หน่อที่แตกจากตอของเจสซี”📖 และสายที่สามคือภาพที่ว่าคนซึ่งตายไปแล้วจะเป็นขึ้นมา — ดาวิดเขียนว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทิ้งผู้บริสุทธิ์ไว้ในแดนคนตาย📖 อิสยาห์ประกาศว่าคนตายจะมีชีวิตและลุกขึ้น📖 และดาเนียลบอกว่าคนมากมายที่หลับอยู่ในผงคลีดินจะตื่นขึ้นสู่ชีวิตนิรันดร์📖 ทั้งพระเมสสิยาห์ที่รอคอยและการเป็นขึ้นจากตายนี้ เปาโลกับอัครทูตมองว่าสำเร็จแล้วในพระเยซูผู้เป็นขึ้นจากตาย📖 นี่แหละคือ “ความหวังของบรรพบุรุษ” ที่เปาโลบอกว่าตัวเองถูกฟ้องเพราะเรื่องนี้6
พอวางกรอบแบบนี้ เปาโลก็โยนคำถามใส่ทั้งที่ประชุมว่า ทำไมพวกท่านถึงคิดว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่พระเจ้าทำให้คนตายเป็นขึ้นมา📖 คำกรีกใช้รูปพหูพจน์ “พวกท่าน” — เปาโลถามคนทั้งห้อง ทั้งกษัตริย์อากริปปาที่รู้พระคัมภีร์ยิวดี และพวกหัวหน้าปุโรหิตที่ตามลงมาฟ้องเขาจากเยรูซาเล็ม เท่ากับชี้ว่าสิ่งที่เขาถูกฟ้องไม่ใช่อาชญากรรม แต่คือความหวังพื้นฐานของชาติยิวเอง7
ความหวังเรื่องคนตายเป็นขึ้นนี้เองที่แยกคนออกเป็นสามฝ่าย — พวกซาดูสีซึ่งเป็นกลุ่มโจทก์นั้นไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นจากตายเลย📖 ส่วนพวกฟาริสีเชื่อ แต่มองว่าเป็นเรื่องของ “วันสุดท้าย” ที่ยังมาไม่ถึง เปาโลยืนอยู่บนความเชื่อเดียวกับฟาริสี แต่พูดไปไกลกว่านั้น — เขาบอกว่าความหวังนั้นเริ่มเป็นจริงแล้ว เพราะพระเยซูเป็นขึ้นจากตายจริง ๆ เป็นคนแรก ความต่างของทั้งสามฝ่ายในเรื่องความหวังนี้ ผมแยกให้เห็นชัดในหน้าความหวังสามมุมมอง และความต่างของสองนิกายยิวโดยรวมอยู่ในหน้าเปรียบเทียบซาดูสี–ฟาริสี
ผมคิดว่าสิ่งที่เปาโลทำตรงนี้พิเศษมาก เหมือนมีสติปัญญาที่มาจากเบื้องบน — เขาวางปัญหาให้ตรงจุดจนบีบให้ผู้ฟังที่เป็นยิวต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพระคัมภีร์ของตัวเอง ว่าตกลงความหวังเรื่องคนตายเป็นขึ้นที่ชาติเฝ้ารอนั้น สำเร็จแล้วหรือยัง
คำสารภาพของอดีตผู้ล่า
ถึงตรงนี้เปาโลย้อนกลับไปเล่ารายละเอียดของ “คนเคร่งฟาริสี” ที่เขาเกริ่นไว้ตอนต้น ว่ามันเคยหนักถึงขั้นไหน เขาบอกว่าตัวเขาเองก็เคยเชื่อเต็มอกว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อต่อต้านนามของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ📖 สำนวนกรีก edoxa emautō (ἔδοξα ἐμαυτῷ) แปลว่า “ข้าพเจ้าคิดในใจตัวเอง” — บอกว่าการไล่ล่าครั้งนั้นมาจากความมั่นใจในความคิดของตัวเขาเองล้วน ๆ ไม่ได้ถูกใครบังคับ
แล้วคำสารภาพก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ เขาจับคนของพระเจ้าหลายคนเข้าคุกด้วยอำนาจที่ได้รับจากพวกหัวหน้าปุโรหิต และเวลาคนเหล่านั้นถูกตัดสินประหาร เขาก็ออกเสียงเห็นชอบด้วย📖 ตรงนี้คือจุดที่ผมว่าคำแปลไทยทำให้น้ำหนักหลุดไป คำว่า “เห็นดีด้วย” ในภาษากรีกคือ katēnenka psēphon (κατήνεγκα ψῆφον) แปลตรงตัวว่า “ข้าพเจ้าหย่อนก้อนหินลงคะแนน”8 ในสมัยนั้นการลงมติใช้ก้อนหินหย่อนลงเป็นคะแนน ภาพจึงแรงกว่าคำว่า “เห็นดีด้วย” มาก — เปาโลไม่ได้แค่พยักหน้าอยู่ห่าง ๆ แต่มีส่วนออกเสียงให้คนตายด้วยตัวเอง และนี่เองเป็นเหตุผลที่นักวิชาการหลายคนตีความว่าเปาโลเคยอยู่ในสภาซันเฮดริน (สภาสูงสุดของยิว)
ยังไม่พอ เขาเที่ยวตามธรรมศาลาต่าง ๆ เพื่อลงโทษพวกคริสเตียน พยายามบังคับให้พวกเขาพูดลบหลู่พระเยซู และด้วยความโกรธแค้นจนแทบเป็นบ้าเขาก็ไล่ล่าไปไกลถึงเมืองต่างชาติ📖 คำกรีกตรงนี้แรงมาก คำหนึ่งบอกว่าเขาพยายามบีบให้พวกเขาพูดลบหลู่ครั้งแล้วครั้งเล่า อีกคำแปลว่า “คลั่งแค้น” (รากเดียวกับคำว่า mania)9 เปาโลไม่ได้ทำให้อดีตของตัวเองดูเบาลงเลยแม้แต่นิดเดียว เขาวางความจริงทั้งหมดลงตรงหน้ากษัตริย์ ว่าคนที่เคยล่าคริสเตียนอย่างบ้าคลั่งที่สุดคนหนึ่ง วันนี้กลับมายืนเป็นพยานให้พระนามที่ตัวเองเคยพยายามลบล้าง
เฟสทัสหาข้อหาส่งเปาโลไปโรมไม่ออก จึงเชิญกษัตริย์อากริปปามาช่วยหาถ้อยคำ ฉากบทนี้จึงไม่ใช่ศาลตัดสินคดี แต่เป็นการไต่สวนพิเศษที่เปิดโอกาสให้เปาโลได้พูดต่อหน้าชนชั้นปกครองสูงสุด เปาโลยกมือขึ้นอย่างนักพูด ขอให้อากริปปาฟังด้วยความอดทน แล้วเล่าว่าตนเติบโตในนิกายที่เคร่งที่สุดของศาสนายิวคือฟาริสี — ความจริงที่ตรวจสอบได้และไม่มีใครเถียงได้ จากนั้นเขาก็ชี้ว่าที่ถูกพิจารณาคดีก็เพราะความหวังในพระสัญญาที่พระเจ้าให้บรรพบุรุษ คือการที่พระเจ้าทำให้คนตายเป็นขึ้น ซึ่งเป็นความหวังที่สิบสองเผ่าเฝ้ารอมาตลอด แล้วถามคนทั้งห้องตรง ๆ ว่าทำไมจึงคิดว่าเรื่องนี้เหลือเชื่อ สุดท้ายเปาโลสารภาพอดีตของตัวเองอย่างไม่กั๊ก ว่าเคยข่มเหงคริสเตียนอย่างรุนแรง ถึงขั้นร่วมออกเสียงเห็นชอบให้ประหาร และไล่ล่าพวกเขาด้วยความคลั่งแค้นไปถึงเมืองต่างชาติ — ปูทางไปสู่เรื่องที่จะพลิกชีวิตเขาทั้งหมด
แล้วมันเปลี่ยนอะไรกับผมวันนี้
พออ่านเนื้อหาตอนนี้จบ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ค้างในใจไม่ใช่ “บทเรียน” ที่ดึงออกมาเป็นข้อ ๆ แต่เป็นคำถามเดียวที่ทุกคนในห้องนั้นต้องตอบ — จะเชื่อ หรือจะปิดตา
คนในห้องพิจารณาคดีวันนั้นไม่ได้ขาดหลักฐาน ตรงหน้าพวกเขามีอย่างน้อยสามอย่างที่ปฏิเสธได้ยาก — หนึ่ง ชายที่เคยไล่ล่าคริสเตียนอย่างบ้าคลั่งที่สุดคนหนึ่ง วันนี้กลับยอมติดคุกเพื่อประกาศชื่อที่ตัวเองเคยพยายามลบล้าง สอง การอัศจรรย์ที่ทำกันในพระนามพระเยซู ชัดจนแม้แต่สภายิวเองยังยอมรับกันว่าปฏิเสธไม่ได้📖 และสาม คริสตจักรที่ยิ่งถูกข่มเหงกลับยิ่งเติบโต จนอาจารย์กามาลิเอลเองเตือนว่า ถ้าขบวนการนี้มาจากพระเจ้าก็ไม่มีทางยับยั้งได้📖 สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่หลักฐาน แต่เป็นใจที่ยอมเปิดรับความจริง แม้ความจริงนั้นจะกระทบสิ่งที่ตัวเองยึดถืออยู่
ผมนึกถึงสองภาพที่เคยได้ยิน ภาพแรก — ลองนึกถึงพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำผ่านลานที่กองด้วยเศษเหล็กและชิ้นส่วนโลหะ ไม่ว่าจะพัดสักกี่ครั้ง มันก็ไม่มีทางบังเอิญประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นเป็นเครื่องบินทั้งลำที่พร้อมบินได้เอง ยิ่งสิ่งใดซับซ้อนและเป็นระเบียบมากเท่าไร ก็ยิ่งฟ้องว่าต้องมีผู้ออกแบบอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เกิดขึ้นเองจากความบังเอิญ ภาพที่สองคือชนชาติยิวที่ไร้แผ่นดินเกือบสองพันปี ถูกไล่ล่าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ยังอยู่รอดและกลับมาตั้งชาติได้อีก หลักฐานแบบนี้อยู่ตรงหน้าให้เห็น แต่จะยอมรับหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องของใจอยู่ดี และถ้าธรรมชาติที่เป็นระเบียบขนาดนี้ฟ้องว่ามีพระผู้สร้างอยู่จริง พระเจ้าองค์เดียวกันนั้นก็คือผู้ที่ตรัสกับเราผ่านพระคัมภีร์ — เรื่องราวในนั้นจึงไม่ใช่นิทานที่แต่งขึ้น แต่เป็นถ้อยคำของพระองค์ที่ตรวจสอบได้
สุดท้ายผมเลยเห็นว่า คำถามในห้องพิจารณาคดีเมื่อสองพันปีก่อน เป็นคำถามเดียวกับที่ผมและทุกคนต้องตอบในวันนี้ — ความจริงในพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย คำถามจึงไม่ใช่ว่าหลักฐานมีพอไหม แต่คือ ผมจะเลือกลืมตาดู หรือจะเลือกปิดมันไว้
Footnotes
seautou (σεαυτοῦ) เป็นสรรพนามสะท้อนบุรุษที่สอง แปลว่า “ตัวเจ้าเอง” คำสั่งของอากริปปาให้เปาโลพูดแก้ต่าง “ให้ตัวเอง” (ὑπὲρ σεαυτοῦ) จึงเน้นว่าเปาโลรับผิดชอบคำพูดและปกป้องตัวเองด้วยตัวคนเดียว ไม่ได้ใช้ทนายหรือนักโต้วาทีอาชีพมาพูดแทน กริยา apologeisthai (ἀπολογεῖσθαι) ที่แปลว่า “แก้ต่าง” คือรากเดียวกับคำว่า apologetics (การให้เหตุผลปกป้องความเชื่อ) — ดู BDAG หัวข้อ ἀπολογέομαι↩︎
การที่คดีถูกล็อกไว้เพราะเปาโลอุทธรณ์ต่อซีซาร์แล้ว หมายความว่าเฟสทัสหมดอำนาจตัดสิน ฉากในบทนี้จึงไม่ใช่ศาลอาญาที่จะชี้ผิดชี้ถูก แต่เป็นการไต่สวนที่เฟสทัสจัดขึ้นเพื่อขอความเห็นจากอากริปปา (กษัตริย์ที่โรมแต่งตั้งให้ดูแลกิจการศาสนายิว) ในการร่างสำนวนส่งจักรพรรดิ — เทียบคำพูดของอากริปปาในตอนท้ายบทที่ว่า ถ้าเปาโลไม่ได้อุทธรณ์ต่อซีซาร์ก็ปล่อยตัวได้แล้ว📖 นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลายคนมองหนังสือกิจการว่าลูกาเขียนขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อบันทึกไว้ว่าทางการโรมเองก็หาความผิดในตัวเปาโลไม่ได้ (หนังสือชุดนี้จ่าหน้าถึง “ท่านเธโอฟีลัส” — ในลูกา 1:3 ใช้คำยกย่อง “ท่านที่เคารพยิ่ง” ที่บางครั้งใช้กับข้าราชการโรม แม้ตัวตนของเธโอฟีลัสจะยังไม่แน่ชัด)↩︎
ekteinas tēn cheira (ἐκτείνας τὴν χεῖρα) “เหยียดมือออก” เป็นท่าทางตามธรรมเนียมของนักพูดในที่สาธารณะของโลกกรีก-โรมัน ใช้เพื่อเรียกความสนใจและแสดงความเคารพต่อผู้ฟัง ไม่ใช่ท่าทางของผู้ต้องหาที่ยอมจำนน (เรารู้ว่าเปาโลถูกล่ามโซ่ในการไต่สวนครั้งนี้ เพราะช่วงท้ายคำแก้ต่างท่านเอ่ยถึง “เครื่องจองจำ” ของตัวเอง📖 มือที่ยกขึ้นจึงเป็นมือที่ติดโซ่)↩︎
ean thelōsi (ἐὰν θέλωσι) “ถ้าพวกเขาเต็มใจ” อยู่ในรูปเงื่อนไขซึ่งขึ้นกับความสมัครใจของอีกฝ่าย ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เปาโลชี้ว่าพยานที่รู้ประวัติของเขาดีที่สุดก็คือชาวยิวที่เห็นเขามาตั้งแต่เด็ก ตัวบทไม่ได้ระบุว่าใครอยู่ในห้องพิจารณาคดีหรือใครยอมเป็นพยาน — เปาโลเพียงวางความจริงที่ตรวจสอบได้ไว้ให้ศาลเห็น↩︎
akribestatēn (ἀκριβεστάτην) เป็นคำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดของ akribēs (ἀκριβής) ที่แปลว่า “แม่นยำ เข้มงวด ละเอียดถี่ถ้วน” จึงหมายถึงนิกายที่เคร่งครัดที่สุด พวกฟาริสีขึ้นชื่อเรื่องการสร้างกฎเพิ่มเติมขึ้นมาเป็น “รั้ว” ล้อมธรรมบัญญัติ เพื่อกันไม่ให้ละเมิดข้อบัญญัติเดิม — ดูรายละเอียดความต่างระหว่างฟาริสีกับซาดูสีในหน้าเปรียบเทียบซาดูสี–ฟาริสี — ดู BDAG หัวข้อ ἀκริβής↩︎
“ความหวังในพระสัญญาที่ให้บรรพบุรุษ” ในที่นี้คือความหวังเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย คำว่า “บรรพบุรุษ” (pateras, πατέρας) ในบริบทยิวโยงไปถึงบรรพชนต้นตระกูลอย่างอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ พระสัญญาต่ออับราฮัมเองพูดถึง “พรถึงทุกประชาชาติผ่านพงศ์พันธุ์” ส่วนการมองว่าพระสัญญานั้นสำเร็จผ่านการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูเป็นการตีความของอัครทูต (เทียบคำเทศนาของเปาโลเอง) ความหวังเรื่องคนตายเป็นขึ้นมีรากในพระคัมภีร์เดิมหลายที่ (สดุดี 16, อิสยาห์ 26, ดาเนียล 12) ดูรายละเอียดว่าฟาริสี ซาดูสี และคริสเตียนเข้าใจความหวังนี้ต่างกันอย่างไรในหน้าความหวังสามมุมมอง↩︎
เปาโลเน้นด้วยว่าเขาถูกกล่าวหา “โดยพวกยิว” (ὑπὸ Ἰουδαίων) เอง — เป็นความย้อนแย้งที่คนยิวพาคนยิวด้วยกันมาขึ้นศาลโรมัน เพื่อฟ้องเรื่องที่แท้จริงคือความหวังของสิบสองเผ่าของพวกเขาเอง↩︎
katēnenka psēphon (κατήνεγκα ψῆφον) แปลตรงตัวว่า “ข้าพเจ้าหย่อนก้อนหินลงคะแนน” คำว่า psēphon (ψῆφον) คือก้อนกรวด/ก้อนหินเล็กที่ใช้หย่อนลงเพื่อลงมติในสมัยโบราณ (คนละสีเพื่อปรักปรำหรือปล่อย) คำแปลไทย “เห็นดีด้วย” จึงบอกภาพไม่ครบ ถ้อยคำนี้อาจหมายถึงเปาโลมีเสียงลงมติจริง ๆ ในองค์คณะที่ตัดสิน หรืออาจเป็นสำนวนที่แปลว่า “ออกเสียงเห็นชอบ” อย่างหนักแน่นก็ได้ — นักวิชาการยังถกกัน (เทียบตอนสเทเฟนถูกหินขว้าง ตัวบทบอกเพียงว่าเซาโล “เห็นชอบ” กับการฆ่านั้น📖) ไม่ว่าทางไหน เปาโลก็ยอมรับว่าตัวเองมีส่วนออกเสียงให้คนบริสุทธิ์ต้องตาย — เทียบก้อนหินสีขาวในวิวรณ์ 2:17 — ดู BDAG หัวข้อ ψῆφος↩︎
ēnankazon (ἠνάγκαζον) เป็นรูป imperfect ที่มักอ่านว่า “พยายามบังคับ” — คือเปาโลพยายามบีบให้พวกคริสเตียนพูดลบหลู่ (blasphēmein, βλασφημεῖν) พระนามครั้งแล้วครั้งเล่า (จะสำเร็จหรือไม่ตัวบทไม่ได้บอก) ส่วน perissōs (περισσῶς) แปลว่า “เกินขอบเขต/อย่างล้นเหลือ” และ emmainomenos (ἐμμαινόμενος) แปลว่า “คลั่งแค้น” (รากเดียวกับคำว่า mania) ภาพรวมคือความรุนแรงที่ผลักเขาให้ไล่ล่าไปไกลถึงเมืองต่างชาติ ซึ่งปูทางไปสู่เหตุการณ์ระหว่างทางในตอนต่อไป น่าสังเกตว่ารากคำ “คลั่ง/mania” นี้เองคือคำที่เฟสทัสจะย้อนใส่เปาโลในตอนท้ายของการไต่สวนว่าเขาเสียสติ — ดู BDAG หัวข้อ ἐμμαίνομαι↩︎